กฎเกณฑ์เกี่ยวกับ คริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่
باللغة التايلاندية
กฎเกณฑ์เกี่ยวกับ
คริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่
ท่านชัยคุ้ลอิสลาม อิบนิ ตัยมียะฮฺ ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ
ชัยคฺ มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ
شيخ الإسلام بن التيمية ومحمد بن صالح العثيمين
จาก www.islamhouse.com
แปลและเรียบเรียงโดย นูรุ้ลฮุดา
อัล-หัมดุลิ้ลลาฮฺ
ท่านชัยคุ้ลอิสลาม อิบนิ ตัยมียะฮฺ ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้อธิบายความหมายเกี่ยวกับอายะฮฺที่ ๗๒ สูเราะฮฺ อัล-ฟุรกฺอน ในหนังสือ “อิกฺตะฎออ์ อัล-ศิรอฏฺ อัล-มุสตะกีม มุคอลิฟะฮฺ อัศหาบ อัล-ญะฮีม” หน้า 183 ว่า
บรรดางานตรุษเทศกาลของพวกมุชริกีนนั้น เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงสับสน อารมณ์ปรารถนาทางด้านวัตถุ และความหลงผิด ไม่มีอะไรเลยที่เป็นศาสนา ความพึงพอใจชั่วขณะของพวกเขามักจะลงเอยด้วยความปวดร้าว เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงมดเท็จหลอกลวง การเป็นพยานต่อพวกเขาหรือการคล้อยตามพวกเขาเท่ากับเป็นการให้ความสนใจแก่พวกเขา
ในอัล-กุรอานอายะฮฺนี้ ได้กล่าวยกย่องชมเชยบรรดาผู้ที่ไม่เป็นพยานเท็จ ซึ่งหมายถึงการกระตุ้นเตือนผู้คนให้หลีกห่างจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในเทศกาลตรุษของพวกมุชริกีน หรือความมดเท็จหลอกลวงชนิดอื่นๆ เรายังเข้าใจอีกด้วยว่ามันเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายในการให้ความสนใจต่อเทศกาลของพวกมุชริกีน เนื่องจากมันถูกเรียกว่า “อัซ-ซูรฺ” (ความมดเท็จ)
อายะฮฺนี้ชี้ให้เห็นว่า เป็นที่ต้องห้ามในการเป็นพยานเท็จด้วยเหตุผลหลายประการ เนื่องจากอัลลอฮฺทรงเรียกมันว่า “อัซ-ซูรฺ” (ความมดเท็จ) อัลลอฮฺทรงประณามผู้ที่ให้ความเท็จ“อัซ-ซูรฺ” แม้ว่าจะไม่มีใครได้รับความเสียหายจากความมดเท็จนั้น ดังเช่นในอายะฮฺที่ห้ามการซิฮารฺ(การหย่าในรูปแบบหนึ่ง ที่ผู้ชายกล่าวแก่ภริยาของเขาว่า “ฉันดูเธอเหมือนกับหลังของแม่ฉัน”) ความว่า
และอัลลอฮฺยังได้กล่าวไว้อีกว่า
“...ดังนั้น พวกเจ้าจงปลีกตัวให้ห่างไกลจากความโสมม(อัรฺ-ริญสฺ) อันเกี่ยวกับบรรดาเจว็ดทั้งหลาย และจงปลีกตัวให้ห่างไกลจากการกล่าวคำเท็จ” สูเราะฮฺ อัล-หัจญฺ : 30
ดังนั้น ผู้ใดที่กระทำการ“อัซ-ซูรฺ” (ความมดเท็จ) จึงถูกประณามด้วยเหตุดังกล่าวนี้
ตามที่มีปรากฏในสุนนะฮฺ มีตัวบทหลักฐานว่า ท่านอนัส บิน มาลิก ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า
“ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้มาอยู่ที่มะดีนะฮฺ ซึ่งขณะนั้นชาวเมืองมีวันรื่นเริงอยู่สองวัน ท่านได้กล่าวถามว่า “สองวันนั้นคืออะไร?” บรรดาศ่อหาบะฮฺได้กล่าวตอบว่า “เราเคยมีการละเล่นรื่นเริงกันในสองวันนั้น สมัยที่พวกเรายังอยู่ในสภาพญาฮิลียะฮฺ” ท่าน รสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าวว่า “อัลลอฮฺได้ทรงประทานสิ่งที่ดีกว่าแก่พวกท่านแทนสองวันนั้น นั่นก็คือ เยามฺ อัฎ-ฎุฮา(อีดิ้ล อัฎฮา) และ เยามฺ อัล-ฟิตรฺ(อีดิ้ล ฟิตรฺ)” (บันทึกโดย อบู ดาวูด)
หลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้อุมมะฮฺของท่านไปร่วมงานเลี้ยงฉลองวันตรุษวันเทศกาลของพวกกุฟฟารฺ และท่านได้พยายามอย่างยิ่งทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ในการกวาดล้างสิ่งเหล่านี้ให้สิ้นซากไปจากอุมมะฮฺของท่าน อันที่จริงแล้วศาสนาของพวกชาวคัมภีร์ทุกวันนี้ มิได้หมายความว่าอุมมะฮฺอิสลามจะต้องยอมรับหรืออนุรักษ์วันตรุษวันเทศกาลเฉลิมฉลองของพวกเขา รวมถึงการกุฟรฺและบาปต่างๆของพวกเขาอุมมะฮฺอิสลามก็ไม่ยอมรับ ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ล ลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้มีคำสั่งต่ออุมมะฮฺของท่าน ให้ทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากพวกกุฟฟารฺในหลายเรื่องหลายประเด็น เพื่อไม่ให้อุมมะฮฺของท่านเป็นเหมือนพวกเขาในเรื่องนั้นๆ คำสั่งนี้ดูเหมือนกับให้ทำตัวเป็นคนขวางโลก แต่ทว่า เมื่อเราทำตัวให้แตกต่างมากเท่าไรก็เท่ากับว่าเราออกห่างจากชาวนรกมากเท่านั้น หากเราทำตัวเหมือนพวกเขามาเท่าไรก็เท่ากับว่าเรากำลังทำตัวเยี่ยงชาวนรกมากเท่านั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ประการแรก ก็คือ หะดีษที่ว่า “ทุกๆกลุ่มชนนั้นมีวันเทศกาลรื่นเริงของพวกเขา และนี่(เยามฺ อัฎ-ฎุฮา(อีดิ้ล อัฎฮา) และ เยามฺ อัล-ฟิตรฺ(อีดิ้ล ฟิตรฺ)เป็นวันเทศกาลรื่นเริงของเรา” หมายความว่า “ของใครของมัน ไม่เกี่ยวข้องกับของผู้อื่น” ทุกๆกลุ่มชนนั้นมีตรุษมีเทศกาลของตนเอง ดังที่อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวไว้ในอัล-กุรอานว่า
“.....สำหรับแต่ละคนในหมู่พวกเจ้านั้น เราได้บัญญัติกฎเกณฑ์หนึ่งและแนวทางหนึ่งอันชัดเจนไว้แล้ว.....” สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ : 48
หมายความว่า แต่ละประชาชาตินั้นต่างก็มีแนวทางของตนเอง อักษร “ลาม” ในคำ “ลิ-กุ้ลลิ” ( “สำหรับทุกๆ” , “แก่แต่ละ”) มีความหมายว่า “ของใครของมัน ไม่เกี่ยวข้องกับของผู้อื่น” ดังนั้น เมื่อยิวมีวันตรุษวันเทศกาลเฉลิมฉลองหนึ่ง และคริสเตียนมีวันตรุษวันเทศกาลเฉลิมฉลองหนึ่ง มันก็เป็นเรื่องของพวกเขา ไม่เกี่ยวกับเรา และเราจะต้องไม่เข้าไปมีส่วนร่วมกับเทศกาลเฉลิมฉลองเหล่านั้น เพราะว่าเราไม่ได้มีกิบละฮฺร่วมกับพวกเขา และก็ไม่ได้ใช้ชะรีอฺะฮฺและแนวทางในการดำเนินชีวิตร่วมกับพวกเขา
ประการที่สองก็คือ เงื่อนไขหนึ่งซึ่งท่านอุมัรฺ อิบนิ อัล-ค็อฏ ฏอบ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กำหนดขึ้น และเป็นที่เห็นพ้องต้องกันของเหล่าบรรดาศ่อหาบะฮฺ ตลอดจนบรรดานักนิติศาสตร์อิสลามทั้งหลาย ก็คือ บรรดาชาวคัมภีร์ที่ยินยอมพร้อมใจอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่ปกครองด้วยชะรีอฺะฮฺอิสลาม จะต้องไม่เฉลิมฉลองงานตรุษงานเทศกาลของพวกเขาอย่างเปิดเผยใน ดารุสสะลาม(แผ่นดินที่ปกครองด้วยชะรีอฺะฮฺอิสลาม) แล้วมุสลิมมีสิทธิ์อันใดเล่าที่จะเข้าไปร่วมเฉลิมฉลองงานของพวกเขา ? ถ้าหากมีมุสลิมคนใดเข้าไปร่วมเฉลิมฉลองงานของพวกเขาหรือจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าวเสียเอง เขาก็เลวไม่น้อยไปกว่าการที่กาฟิรฺผู้หนึ่งจัดงานดังกล่าวอย่างเปิดเผย ?
สาเหตุประการเดียวที่ท่านอุมัรห้ามผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม จัดงานเฉลิมฉลองงานตรุษงานเทศกาลของพวกเขาอย่างเปิดเผยในอาณาจักรอิสลาม เนื่องจากความชั่วร้ายในงานตรุษงานเทศกาลเหล่านั้น เพราะมันเป็นบาปและเป็นเหตุที่นำไปสู่การทำบาป มุสลิมนั้นถูกห้ามการทำบาปและห้ามเข้าใกล้สื่อที่จะชักนำไปสู่การทำบาป
ท่านอิมาม อัล-บัยหะกียฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้รายงานด้วยสายรายงานที่ศ่อหี๊ยฺหฺใน “บาบที่ว่าด้วยการรังเกียจของการเข้าโบสถ์ของพวกอะฮฺลุซซิมะฮฺ(พวกที่ไม่ใช่มุสลิมซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐอิสลาม)เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ของพวกเขาและการจัดงานเลี้ยงฉลองอื่นๆของพวกเขา” ว่า
มีรายงานจากท่านสุฟยานอัษ-เษารียฺ จาก ท่านเษารฺ อิบนิ ยะซีด จากท่านอฺะฏออฺ อิบนิ ดีนารฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุม ซึ่งท่านอฺะฏออฺได้กล่าวว่า ท่านอุมัรฺ ได้กล่าวว่า “จงอย่าเรียนภาษาของคนที่ไม่ใช่อาหรับ จงอย่าเข้าไปร่วมกับพวกมุชริกีนในโบสถ์ของพวกเขา เนื่องในโอกาสวันเลี้ยงเฉลิมฉลองของพวกเขา เพราะว่าความโกรธกริ้วของอัลลอฮฺกำลังมีมายังพวกเขา”
ท่านอุมัรฺ ยังได้กล่าวอีกว่า “จงหลีกห่างจากศัตรูของอัลลอฮฺ ในงานตรุษงานเทศกาลของพวกเขา”
มีรายงานด้วยสายรายงานที่ศ่อหี๊ยฺหฺ จากท่าน อบู อุสามะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ว่า ท่านเอานฺได้บอกแก่เรา จากรายงานของท่านอบุล มุฆีเราะฮฺ จากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อัมรฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุม ว่า
“ผู้ใดที่มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินที่ไม่ใช่อาหรับ แผ่นดินที่มีการจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่และวันเทศกาลต่างๆของพวกเขา และเขาเลียนแบบทำตัวกลมกลืนกับพวกเขาเหล่านั้น จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในสภาพดังกล่าว เขาจะถูกนำไปรวมอยู่กับพวกเขาเหล่านั้นในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ”
ท่านอุมัรฺห้ามการเรียนภาษาของคนที่ไม่ใช่อาหรับ และแม้แต่ห้ามเข้าโบสถ์ในวันที่เป็นเทศกาลของพวกเขา แล้วนับประสาอะไรกับการกระทำในสิ่งที่พวกเขาทำกันในวันนั้น หรือกระทำในสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาของพวกเขา จะไม่ถูกห้ามให้หนักขึ้นไปอีก ? การกระทำในสิ่งที่พวกเขาทำในวันตรุษวันเทศกาลของพวกเขา จะไม่เลวร้ายยิ่งกว่าการเข้าไปร่วมกับพวกเขาดอกหรือ ? ถ้าหากว่าความกริ้วโกรธจากอัลลอฮฺกำลังมีมายังพวกเขาในวันตรุษวันเทศกาลของพวกเขา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขากระทำ แล้วมุสลิมที่จัดงานนั้นเสียเองหรือเข้าไปร่วมงานนั้น จะไม่อยู่ในสภาพการลงโทษเช่นเดียวกับพวกเขาได้อย่างไร ? ข้อความที่ว่า“จงหลีกห่างจากศัตรูของอัลลอฮฺ ในงานตรุษงานเทศกาลของพวกเขา” หมายความว่า เราจะต้องไม่ไปพบปะกับพวกเขา หรือไม่ไปร่วมกับพวกเขาในวันนั้น เพราะฉะนั้น จะเป็นอย่างไรเล่า กับคนที่จัดงานเลี้ยงฉลองเหล่านั้นเสียเอง ?
ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อัมรฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุม กล่าวไว้อย่างชัดเจน ว่า
“ผู้ใดที่มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินที่ไม่ใช่อาหรับ แผ่นดินที่มีการจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่และวันตรุษวันเทศกาลต่างๆของพวกเขา และเขาเลียนแบบทำตัวกลมกลืนกับพวกเขาเหล่านั้น จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในสภาพดังกล่าว เขาจะถูกนำไปรวมอยู่กับพวกเขาเหล่านั้นในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ”
นี่หมายความว่าผู้ใดที่ไปร่วมงานตรุษงานเทศกาลเหล่านี้เขาผู้นั้นคือกาฟิรฺ หรือการกระทำเช่นนี้เป็นหนึ่งในบาปใหญ่ซึ่งจะถูกนำสู่ไฟนรก
ในสมัยที่ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อัมรฺ ยังมีชีวิตอยู่และบรรดาศ่อหาบะฮฺท่านอื่นๆ พวกท่านเหล่านั้นก็ได้เคยห้ามการจัดงานเลี้ยงฉลองงานตรุษงานเทศกาลของกาฟิรฺบนแผ่นดินมุสลิม และไม่มีมุสลิมคนใดเลียนแบบงานตรุษงานเทศกาลของคนกาฟิรฺ อาจจะเป็นไปได้ที่จะมีบ้างในกรณีที่มุสลิมอาศัยอยู่ในแผ่นดินกาฟิรฺในสมัยนั้น
ท่านอฺะลียฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ปฏิเสธที่จะรับรู้ชื่อของวันตรุษวันเทศกาลของพวกกาฟิรฺ ซึ่งเป็นวันตรุษวันเทศกาลเฉพาะของพวกเขา แล้วนับประสาอะไรกับการจัดงานเลี้ยงฉลองของพวกเขา ?
ท่านอิมามอะหมัด ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวถึงความหมายเกี่ยวกับบันทึกที่รายงานจากท่านอุมัรฺ และท่านอฺะลียฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุมา ข้างต้น และบรรดาอุละมาอ์ซึ่งเป็นสหายของท่านก็ได้ถกกันถึงเรื่องราวเกี่ยวกับวันตรุษวันเทศกาลต่างๆ
ท่านอิมาม อบุล หะซัน อัล-อามิดียฺ ได้กล่าวว่า ท่านอิบนิ อัล-บัฆดาดียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อ “อุมดาด อัล-ฮาดิรฺ วะ กิฟายะฮฺ อัล-มุซาฟิรฺ” ว่า
ไม่อนุญาตให้ร่วมหรือให้ความสนใจ ต่อวันตรุษวันเทศกาลรื่นเริงของพวก คริสเตียนและยิว ท่านอิมามอะหมัดกล่าวว่า นี่เป็นรายงานของมุหันนา และตัวบทหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คืออายะฮฺอัล-กุรอานที่ว่า
ท่านได้กล่าวว่า นี่คืออัช-ชะอฺานีน(วันอีดของพวกคริสเตียน)และเป็นวันตรุษวันเทศกาลเฉลิมฉลองของพวกเขา มุสลิมถูกห้ามให้ห่างไกลจากการเข้าไปร่วมงานเหล่านี้ในโบสถ์ของชาวยิวและคริสเตียน” (จบในส่วนของ ชัยคุ้ลอิสลาม อิบนิ ตัยมียะฮฺ ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ )
ท่านชัยคฺ อิบนิ อุษัยมีน ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ ในหนังสือ “มัจญฺมูอฺะฮฺ ฟะตาวา วะ ร่อสาอิ้ล อัล-ชัยคฺ อิบนิ อุษัยมีน” เล่ม ๓ หน้า ๓๖๙ ดังมีข้อความต่อไปนี้
การทักทายพวกกุฟฟารฺในวันคริสต์มาสและวันสำคัญทางศาสนาอื่นๆของพวกเขา เป็นสิ่งหะรอม ตามมติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์ ดังเช่น ท่านอิบนิ อัล-ก็อยยิม ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อะหฺกาม อะฮฺลุซ ซิมมะฮฺ” ว่า
“การแสดงความยินดีต่อพวกกุฟฟารฺ เนื่องในโอกาสเทศกาลพิธีกรรมที่เป็นพิธีกรรมเฉพาะของพวกเขาเท่านั้น เป็นสิ่งหะรอม ตามมติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์ เช่น การแสดงความยินดีต่อพวกเขา เนื่องในวันตรุษ วันถือศีลกินเจ ของพวกเขา โดยกล่าวว่า “สุขสรรวันตรุษ” หรือ อะไรทำนองนี้ แม้ว่าคนที่กล่าวนี้จะเป็นคนมุสลิมมิใช่คนกาฟิรฺก็ตาม ก็ยังถือเป็นสิ่งต้องห้ามอยู่ดี มันเหมือนกับการกล่าวแสดงความยินดีของคนที่เคารพบูชาไม้กางเขน หรือเลวร้ายยิ่งกว่านั้นเสียอีก มันเป็นบาปใหญ่พอๆกับการดื่มสุรายาเมา การฆ่าคน การผิดประเวณี และบาปใหญ่อื่นๆ ผู้คนจำนวนมากที่ไม่ยึดมั่นในศาสนาของตัวเองมักจะตกอยู่ในความผิดพลาดนี้ พวกเขาไม่ตระหนักถึงการกระทำที่เป็นการละเมิดฝ่าฝืนของพวกเขาเอง ผู้ใดก็ตามที่แสดงความยินดีกับผู้ใดผู้หนึ่งด้วยกับการฝ่าฝืนของเขา หรือการทำบิดอฺะฮฺของเขา หรือการกุฟรฺของเขา ก็เท่ากับเขานำตัวเองสู่ความกริ้วโกรธของอัลลอฮฺ”
ตามคำอธิบายของท่านอิบนิ อัล-ก็อยยิม ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ที่ว่า การแสดงความยินดีต่อพวกกุฟฟารฺ เนื่องในโอกาสวันตรุษวันเทศกาลทางศาสนาของพวกเขา เป็นสิ่งหะรอมนั้น ก็เพราะว่า มันหมายถึง การที่คนผู้นั้นยอมรับในพิธีกรรมที่เป็นกุฟรฺของพวกกุฟฟารฺ แม้ว่าเขาจะไม่ยอมรับหลายสิ่งหลายอย่างในศาสนาที่เป็นกุฟรฺนั้น แต่สำหรับมุสลิมแล้วจะต้องไม่ยอมรับพิธีกรรมใดๆทั้งสิ้น และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นกุฟรฺ หรือแม้แต่การแสดงความยินดีตามธรรมเนียมของกุฟรฺ เนื่องจากอัลลอฮฺไม่ยอมรับการกระทำดังกล่าวนั้นทั้งสิ้น ดังที่พระองค์ได้ทรงกล่าวไว้ว่า
“.....วันนี้ เราได้ทำให้ดีนของพวกเจ้าสมบูรณ์แล้วสำหรับพวกเจ้า และเราได้ให้ความโปรดปรานครบถ้วนแล้วแก่พวกเจ้า และเราพอใจยินดีเลือกให้อิสลามเป็นดีนของพวกเจ้า” สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ : 3
เพราะฉะนั้นการทักทายหรือการแสดงความยินดีต่อผู้ใด ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของพวกกาฟิรฺจึงเป็นสิ่งต้องห้าม
ถ้าหากพวกเขามาทักทายท่านเนื่องในโอกาสวันตรุษหรือวันเทศกาลของพวกเขา ท่านจะต้องไม่ตอบรับการทักทายของพวกเขา เนื่องจากมันไม่ใช่วันตรุษหรือวันเทศกาลของพวกเรา และเนื่องจากเหล่านี้ไม่ใช่เทศกาลที่อัลลอฮฺทรงยอมรับ มันเป็นสิ่งที่ต่อเติมขึ้นมาใหม่ในศาสนาของพวกเขา และแม้ว่ามันจะเคยถูกบัญญัติมาแล้วก็ตามก่อนหน้านี้ ในสมัยของบรรดาท่านศาสดาทั้งหลาย แต่มันก็ถูกยกเลิกไปแล้วโดยอิสลามที่ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม นำมาแก่มนุษยชาติทั้งหลาย ดังที่อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวไว้ว่า
มันเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมุสลิม ที่จะตอบรับคำเชิญชวนการเข้าไปร่วมงานในโอกาสตรุษหรือเทศกาลดังกล่าว เพราะว่ามันเลวร้ายยิ่งไปกว่าการแสดงความยินดีต่อพวกเขาในโอกาสดังกล่าวเสียอีก มันหมายถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในงานเลี้ยงฉลองของพวกเขา
ในทำนองเดียวกัน มุสลิมถูกห้ามการเลียนแบบพวกกุฟฟารฺโดยการเข้าไปมีส่วนร่วมในโอกาสดังกล่าว การแลกเปลี่ยนของขวัญ การให้ขนมหวานแก่กัน หรือการหยุดงานเนื่องในโอกาสดังกล่าว เนื่องจากท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า
“ผู้ใดที่เลียนแบบคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด เท่ากับเขาเป็นคนกลุ่มนั้น”
ท่านชัยคุ้ลอิสลาม อิบนิ ตัยมียะฮฺ ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อิกฺตะฎออ์ อัล-ศิรอฏฺ อัล-มุสตะกีม มุคอลิฟะฮฺ อัศหาบ อัล-ญะฮีม” ว่า
“การเลียนแบบพวกกุฟฟารฺในงานตรุษงานเทศกาลของพวกเขา ย่อมหมายความว่า ผู้ที่เลียนแบบนั้น ชื่นชมยินดีต่อการเชื่อมั่นศรัทธาและการปฏิบัติอันหลงผิดของพวกกุฟฟารฺ และทำให้พวกกุฟฟารฺได้ใจมีความหวังว่าพวกเขามีโอกาสที่จะทำให้มนุษยชาติตกต่ำไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีและอ่อนแอลงในที่สุด”
ผู้ใดก็ตามที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเป็นการกระทำเนื่องในโอกาสวันตรุษวันเทศกาลของพวกกุฟฟารฺจากที่กล่าวมานี้ เขาคือคนที่ทำบาป ไม่ว่าเขาจะฝืนใจทำ หรือทำอย่างเต็มใจฉันท์เพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือเขาทำเพราะอายที่จะปฏิเสธ หรือทำด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะว่าในอิสลามแล้วถือว่ามันเป็นนิฟากฺ (กลับกลอก – ต่อหน้าศรัทธาลับหลังปฏิเสธ) และเนื่องจากว่ามันจะทำให้พวกกุฟฟารฺกระหยิ่มยิ้มย่องและภาคภูมิใจในศาสนาของพวกเขา
อัลลอฮฺคือ ผู้ที่เราขอให้พระองค์ ทรงทำให้บรรดามุสลิมทั้งหลายมีความภาคภูมิใจในอิสลาม และขอพระองค์ทรงช่วยให้บรรดามุสลิมทั้งหลายยึดมั่นและยืนหยัดในความศรัทธาที่มีต่ออิสลามอย่างเหนี่ยวแน่นมั่นคง และขอพระองค์ทรงให้บรรดามุสลิมทั้งหลายมีชัยชนะเหนือบรรดาศัตรูทั้งหลาย เนื่องจาก พระองค์คือผู้ทรงพลังผู้ทรงอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว
แปลและเรียบเรียงโดย นูรุ้ลฮุดา
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 543 ครั้ง











ความคิดเห็นล่าสุด
1 สัปดาห์ 5 days ก่อน
2 weeks 4 days ก่อน
8 weeks 3 days ก่อน
12 weeks 3 days ก่อน
14 weeks 5 days ก่อน
15 weeks 3 days ก่อน
15 weeks 3 days ก่อน
17 weeks 5 days ก่อน
17 weeks 6 days ก่อน
17 weeks 6 days ก่อน