คิดก่อนจะเป็นคริสต์

โดยอิบนุอาลี อัลนัดวีย์

 

คิดก่อนจะเป็นคริสต์

 

ครั้งหนึ่ง ณ ดินแดงเมืองชาม มีชายหนุ่มชื่อว่ากาซิม ซึ่งเป็นมุสลิมโดยกำเนิด แต่เนื่องจากสภาพครอบครัวที่ไม่ค่อยจะเคร่งครัดในศาสนาสักเท่าไหร่นัก เลยทำให้ชายหนุ่มผู้นี้บกพร่องในเรื่องของการปฏิบัติภารกิจทางศาสนา เห็นได้ชัด จากการละหมาด การ  ถือศิลอด ที่เขาบ้างก็เพิกเฉยละเลย บางทีเวลาละหมาดก็เกือบจะเลยเวลาเสียด้วยซ้ำไป ตามชุมชนเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามค่ำคืน จะมีวัยรุ่นเยาวชนอาหรับ ใช้เวลาของเขาในการนั่งเล่นเกมส์ตามร้านเกมส์ หรือ เล่นแชทพูดคุยกับเพศตรงข้ามตามร้านอินเทอร์เน็ต  คาเฟ่ บางทีเล่นกันจนล่วงเลยเวลาละหมาด ก็ยังคงนั่งเฉยอยู่ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ประหนึ่งว่ามันคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะพลาดไปไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว ชายหนุ่มผู้นี้ก็เหมือนกับวัยรุ่นอาหรับทั่วไป ที่อิสลามและความเป็นมุสลิมของเขาเป็นเพียงแค่ชื่อที่ใช้เรียกขาน ซึ่งไม่มีแก่นสารอะไรในชีวิตของเขา

กาซิม อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย บ้านช่องใหญ่โต โอ่งอ่า หรูหรา ครั้นเมื่อวันหนึ่งชายหนุ่มผู้นี้ได้ขึ้นชั้นบนของบ้าน เพื่อที่จะรับอากาศอันบริสุทธิ์นั่งจิบกาแฟไป พลางก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน พร้อมกับเปิดเพลงเบา ๆ ของศิลปินคนโปรด “ เหอะ ๆ มันช่างน่าสุขใจ ยิ่งหนัก ”  อ่านได้สักพักหนึ่งเริ่มเมื่อยล้า จึงชะเง้อ ออกไปนอกบ้านเพื่อพักสายตา หลังจากที่มันทำงานหนักเป็นเวลานาน กาซิม ก็เหลือบไปเห็นสาวคนหนึ่ง หน้าตาน่ารักเลยทีเดียว กำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ในห้องของนาง  ประหนึ่งว่านางนั้นกำลังเคร่งเครียดกับการอ่านหนังสือ เพราะช่วงเวลาสอบใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว  ชายหนุ่มได้จ้องมองนางอยู่นาน โดยไม่รู้สึกตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็ได้รู้ว่าได้แอบชอบนางเสียแล้ว แต่จะทำยังไงล่ะ  รักเขาข้างเดียวก็เลยพยายามที่จะทำความรู้จักพูดคุยกับนาง ซึ่งในทุก ๆ เช้า   กาซิม ก็จะพยายามเดินผ่านหน้าบ้านของนาง เพื่อหาโอกาสพบเจอ และพูดคุยกับนาง   ทุกวัน จนมาถึงวันหนึ่งกาซิมได้เข้าไปทักทายนาง โดยรู้ว่านางนั้นชื่อว่า มาเรียม และหลังจากนั้นก็ได้คุยทุกวันจนสนิทกัน และ กาซิมสามารถพิชิตใจของมาเรียมได้สำเร็จ จนกระทั้งได้ขอมาเรียมแต่งงาน

เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ ”  เมื่อรู้ว่าหญิงสาวที่ตนเองหลงรักพูดคุย คบ หากันอยู่ทุกวันนางไม่ใช่มุสลิมแต่เป็นคริสต์เตียนและนางก็ไม่ยอมที่จะแต่งงานกับชายหนุ่มผู้นี้จนกว่าจะเปลี่ยนมาเป็นศาสนาคริสต์เตียนเหมือนกับนาง

เนื่องจากความรักดั่งคนตาบอด ชายหนุ่มก็เลยตัดสินใจหลงผิดตกลงเปลี่ยนศาสนาที่ตนเองนับถือมาไปเป็นคริสต์เตียนหลังจากทั้งสองเข้าพิธีแต่งงาน มาเรียม ก็พา  กาซิม ไปที่โบสถ์เพื่อเข้าพิธีล้างบาป[1] และเปลี่ยนศาสนา ซึ่งภายในโบสถ์ก็มีอ่างน้ำ เพื่อที่จะชำระบาป และเข้าพิธีเป็นศาสนา คริสต์เตียน ภายในโบสถ์ก็มีบาทหลวงแก่ ๆ คนหนึ่งคอยทำพิธีเมื่อไปถึงบาทหลวงก็สั่งให้กาซิม ลงไปในอ่างแล้วก็เริ่มทำพิธีพร้อมกับกล่าวว่า ด้วยพระนามของเยซูคริสต์ เจ้าจงลงไปในสภาพที่เป็นมุสลิมและจงขึ้นมาในสภาพที่เป็นคริสต์ด้วยเทอญ”  อาเมน

เมื่อกาซิมได้ทำเยื่องนี้ อันเป็นการสิ้นสุดพิธีเข้านับถือเป็นศาสนาคริสต์เตียน     กาซิมและมาเรียม ได้อยู่กันฉันท์สามีภรรยาสักระยะหนึ่ง จนกระทั่ง เข้าถึงฤดูกาล         ถือศีลอด[2]   แต่ชายหนุ่มผู้เป็นสามีหาได้ทำอย่างนั้นไม่  ก็ยังคงกินตามปกติดั่งที่เคยกินก่อนการเป็นคริสต์เตียน ภรรยาผู้ซึ่งมองเห็นการกระทำของสามีไม่ไหว และเป็นการดูถูกและไม่ให้เกียรติต่อศาสนาของตน

ก็เลยไปตามบาทหลวงคนนั้นมา เพื่อที่จะตักเตือนและพูดคุยต่อสามีที่การกระทำดังกล่าวผิดต่อหลักการศาสนา เมื่อบาทหลวงมาถึงที่บ้านก็ได้ เห็นสามีกำลังนั่งกินไก่อย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่แยแสเลยว่าจะเป็นการฝ่าฝืนหลักการศาสนาเพราะว่าฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลถือศิลอดของชาวคริสต์เตียน

บาทหลวงเห็นการกระทำดังกล่าวเกิดความโมโหอย่างรุนแรงก็เลยพูดว่า

 “ กาซิมเจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรอ

กาซิมตอบว่า   “ กำลังกินองุ่นอยู่

บาทหลวงได้ยินคำตอบก็ยิ่งโมโหแสดงอาการไม่พอใจกับคำตอบเขา ชายหนุ่มผู้นี้กล่าวว่า

กาซิม เจ้ากำลังกินไก่อยู่ไม่ใช่หรอ

ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างหน้าตาเฉยแล้วก็ตอบไปว่า

เปล่านะ ฉันกำลังกินองุ่นอยู่ต่างหาก

บาทหลวงเก็บอาการไม่ไหวก็เลยด่าออกมาด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ และรุนแรง

                นี้เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง เจ้ากำลังกินไก่อยู่แล้วบอกว่าเป็นองุ่นได้อย่างไร เจ้าทำอย่างนี้เท่ากับดูถูกศาสนาเรานะ ” 

ชายหนุ่มผู้นี้ก็กล่าวตอบไปว่า

                อ้าวบาทหลวง ก็เมื่อฉันซื้อไก่มาฉันนำมันไปล้างในอ่าง ในห้องครัวแล้วฉันก็กล่าวว่า จมลงไปในสภาพที่เป็นไก่และขึ้นมาในสภาพที่เป็นองุ่น

บาทหลวงได้ยินดังนั้นยิ่งทวีความโมโห พร้อมยกมือชี้นิ้ว แล้วก็ว่าต่าง ๆ นานา

เจ้าบ้าไปแล้วหรือไงเอาไก่ไปจุ่มในน้ำแล้วพอเอามันขึ้นมาก็มาบอกว่าเป็นองุ่น นี้เจ้าหนุ่มเจ้าเสียสติไปแล้วหรือเจ้าเอาอะไรมาคิด ” 

ชายหนุ่มได้ยินก็เริ่มหัวเราะ  แล้วก็คิดในใจว่า บาทหลวงได้ติดกับดักที่วางไว้แล้ว และ   กาซิม ก็พูดว่า

พวกท่านแหละที่เสียสติที่ไม่มีสติปัญญา พวกท่านบอกให้ฉันลงไปในอ่างน้ำ พอฉันผุดขึ้นมาก็บอกว่าฉันนั้นเป็นคริสต์เตียน พวกท่านคิดหรือว่าฉันจะเชื่อและปฏิบัติตามคำกล่าวโง่เขลาเช่นนั้นหรือ

หลังจากนั้น บาทหลวงหันหลังกลับไปโบสถ์แล้วหายสาบสูญ ส่วนกาซิมแม้อิสลามในตัวเขาจะเป็นเพียงแค่เปลือกนอกไม่มีแก่นสารอันใด แต่ในใจลึกๆของเขาก็ยังคงมีอิสลามอยู่ แม้ว่าเขาจะเคยพลาดพลั้งเปลี่ยนศาสนานับถือเป็นคริสต์เตียนก็ตาม ในที่สุด

เขา    กาซิมกลับตัวกลับใจ[3] แและก็หันกลับมาสู่อิสลามอีกครั้งด้วยกับการกล่าวคำพูดที่สัจจริง “ ลาอิลาฮาอิ้ลลัลลอฮฺมุฮัมหมัดรอซูลุ้ลลอฮ   และก็เริ่มเรียนรู้ศึกษาอิสลามมากขึ้นจนเป็นมุสลิมที่ดี ส่วนมาเรียมผู้ซึ่งเป็นภรรยาเมื่อได้ยินการโต้ตอบของสามีที่มีต่อบาทหลวงก็เริ่มสนใจและศึกษาอิสลามโดยการชักชวนของผู้เป็นสามีจนในที่สุดก็ยอมรับและนับถืออิสลามในเวลาต่อมา



[1] การล้างบาปเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์ ซึ่งจะสมบูรณ์แบบด้วยกับ  การล้างด้วยน้ำพร้อมกับการกล่าวนามของพระพรม พระบุตร และพระจิตร เพื่อที่จะชำระบาปของตนเองให้ออกจากร่างกายภายหลังจากการสารภาพบาปดังกล่างอย่างเปิดเผยในโบสถ์ด้วยกับการศรัทธาต่อพระพรม พระบุตร และพระจิตร ซึ่งเป็นที่เคารพภักดีเพียงสิ่งเดียวของพวกเขา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีข้อแตกต่างกันในการล้างบาปของคริสต์เตียนบางกลุ่มจะล้างโดนการจุ่มไปทั้งตัวในอ่าง 3 ครั้ง แต่ถ้าว่าส่วนใหญ่แล้วเพียงแค่พรมน้ำบนใบหน้าก็พอและการล้างบาปเช่นนี้จะเหมือนการล้างบาปของศาสนาเก่าแก่ศาสนาหนึ่งซึ่งนับถือดวงดาวเป็นพระเจ้า ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยศาสดาอิบรอฮีม ศาสนานี้มีชื่อว่า ซอบีอะหฺ ซึ่งการล้างบาปในศาสนานี้ประหนึ่งเสาหลักของศาสนา ซึ่งจะทำกันในพิธีแต่งงานหรืองานฉลองในเทศกาลต่าง ๆ

[2] การถือศิลอดของคริสต์เตียนคือการละเว้นจากการกินเนื้อนมไข่ทุกชนิด ซึ่งจะถือเป็นเวลา 40 วัน ซึ่งก็เหมือนกับการกินเจบ้านเรา หากจะแตกต่างกันในเรื่องของจำนวนวันเท่านั้นเอง

[3] อนึ่งการกลับตัวกลับใจ (เตาบะฮฺ) ในกรณีของกาซิมสามารถกระทำได้โดยการกล่าวปฏิญาณตน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลอลฮฺและมูฮัมหมัดเป็นศาสนฑูตของพระองค์หรือด้วยกับการละหมาดเตาบะฮฺ 2 รอกะอัตและหมั่นทำคุณงามความดีรำลึกถึงอัลลอฮฺและขออภัยโทษให้มากๆ ซึ่งสิ่งดั่งกล่าวมีบัญญัติในคัมภีร์อัล-กุรอานและแบบอย่างของ

ท่านศาสดา “และบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขากระทำสิ่งชั่วช้าใดๆ หรือ อยุติธรรมแก่ตัวของพวกเขาเองแล้วพวกเขาก็รำลึกถึงอัลลอฮฺและขออภัยโทษในบรรดาความผิดของพวกเขาและใครเล่าจะอภัยโทษบรรดาความผิดทั้งหลายให้ได้นอกจากอัลลอฮฺ......” ซูเราะห์                อาละอิมรอน อายะฮฺที่ 155 และดั่งปรากฏคำพูดของท่านนบีในบันทึกโดยอบูดาวุด ฮาดิษที่ (1521) จากท่านอบีบักรฺรอดียัลลอฮฮูอัลฮูได้กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านรอซูล (ซ.ล )กำลัง กล่าวว่า  “ไม่มีบ่าวคนหนึ่งคนใดที่เขากระทำผิดและเขาก็อาบน้ำละหมาดอย่างดีต่อมาเขาก็ได้ยินขึ้นละหมาด 2 รอกะอัต ต่อมาเขาก็ขออภัยโทษต่ออัลอลฮฺ นอกเสียจากว่าอัลลอฮฺจะอภัยโทษให้กับเขา... เชคอัลบานีย์กล่าวว่า เป็นฮะดิษที่ซอเฮี๊ยะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ 1. คือการบริสุทธิ์ใจการขออภัยโทษ 2. เสียใจต่อสิ่งที่กระทำลงไป 3. ละทิ้งในสิ่งที่กระทำลงไป 4. การตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าไม่กลับไปกระทำอีก             5. การขออภัยโทษกลับเนื้อกลับตัวจะต้องอยู่ในช่วงเวลาที่อัลลอฮฺตอบรับ เช่น ก่อนสิ้นลมหายใจ หรือก่อนที่จะเกิดสัญญาณวันกียามัต
ที่มา ไทยแลนด์นิวดารุสสลาม

http://fursarn.spaces.live.com/

โปรดติดตามต่อไป....

ค้นหากุรอาน และรวมลิงค์เพื่อนบ้าน

« กุมภาพันธ์ 2012
อาทิตย์จันทร์อังคารพุธพฤศุกร์เสาร์
1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829
ค้นหาอัลกุรอานในรูปแบบความหมายภาษาไทย (และอีก 30 ภาษาทั่วโลก) โดย globalquran.com

เว็บไซด์เพื่อการศึกษาอิสลาม ตลอดชีวิต บ้านมุสลิมะฮฺ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ หนังสือพิมพ์ประชาชาติอิสลามออนไลน์ ฟัตวาออนไลน์ มูลนิธิอนุรักษณ์มรดกอิสลาม กลุ่มสตรีแห่งทางนำ  ร้านมุอฺมินดีไซน์ หรือว่าพวกเจ้าคิดว่า พวกเจ้าจะได้เข้าสวนสวรรค์ ทั้งๆ ที่อัลลอฮฺยังมิได้ทรงรู้ บรรดาผู้ที่ต่อสู้ (ญิฮาด) ในหมู่พวกเจ้าพร้อมกันนั้น พระองค์ก็จะทรงรู้บรรดาผู้ที่อดทนด้วย อิสลามเริ่มต้นที่บ้าน บ้านแห่งการเรียนรู้...مرآة<br />
:: กระจกเงาสะท้อนเยาวชน ::[Togetherness magazine] ก้าวไป…ด้วยกันร้านบ้านมุสลิม จำหน่ายสินค้ามุสลิมเพื่อมุสลิม Basic to muslimah ยินดีต้อนรับแด่ผู้แสวงหาสัจธรรม
คัดลอกข้อความด้านล่างไปไว้ที่หน้าเว็บของท่าน หากต้องการแลกลิงค์

free counters