รูปภาพในกรอบอิสลาม (1)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

บรรดาการสรรเสริญทั้งหลายเป็นของอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก และขอพระองค์ทรงประทานพรประเสริฐและความจำเริญทั้งหลายแก่ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แก่วงศ์วานของท่าน แก่บรรดาสหายของท่าน ตลอดจนบรรดาผู้ที่ดำเนินรอยตามความดีงามของพวกท่านเหล่านั้นจวบจนวันแห่งการตัดสินตอบแทน

เนื่องจากด้วยความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ที่ได้ทรงให้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินจำนวนหนึ่งผ่านมาทางเรา เพื่อเอาไปใช้ในทางสะบีลิ้ลลาฮฺ เราคิดดูแล้วว่าเพื่อเป็นการตอบสนองคำเรียกร้องของอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ที่ให้เราทำหน้าที่เชิญชวนผู้อื่นสู่อิสลาม และเป็นการตอบสนองเจตนาผู้มีจิตศรัทธา เราจึงคิดทำหนังสือเล่มบางๆที่นี้ขึ้นเพื่อให้เปล่าแก่ผู้สนใจทุกท่าน ตามงบประมาณที่มีอยู่

เนื้อหาภายในเล่มบางๆนี้ เป็นการถาม ตอบ เกี่ยวกับรูปภาพ ทั้งที่เป็นรูปวาด รูปถ่าย ภาพในทีวี วีดีโอ โทรศัพท์มือถือ ในหนังสือหรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ แม้เนื้อหาจะไม่ละเอียดหรือครอบคลุมนัก แต่ก็คิดว่าน่าจะพอเป็นแนวทางได้ระดับหนึ่งให้ท่านได้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่า ท่านจะมีท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับรูปภาพได้อย่างถูกต้องในกรอบของอิสลาม

ขออัลลอฮฺได้ทรงโปรดประทานอภัยแก่พวกเรา ทรงโปรดชี้แนะทางนำที่ถูกต้องแก่พวกเรา และทรงโปรดขัดเกลาจิตใจของพวกเราให้ได้สัมผัสถึงแก่นแท้ของอิสลามด้วยเถิด

ส่องทางธรรม


ข้อห้ามเกี่ยวกับรูปภาพ การทำรูปปั้น และผลของมันที่มีต่ออฺะกีดะฮฺ จากคำถามหมายเลขที่ # 7222

ถาม : ฉันไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแก่มุสลิมคนหนึ่งให้เข้าใจว่า การสร้างรูปปั้นที่เป็นรูปคนที่ไม่ใช่มุสลิมนั้นเป็นสิ่งหะรอม เขาบอกว่ามันเป็นรูปของวีรสตรีคนหนึ่งและได้ต่อสู้กับบรรดามุสลิมเพื่อปกป้องแผ่นดินของนาง และนางก็เป็นบรรพบุรุษของฉันก่อนเข้ารับอิสลาม.....มุสลิมเลื่อมใสในรูปปั้นหรือสร้างมันเพื่อระลึกถึงวีรกรรมของผู้กล้าหาญคนใดคนหนึ่งได้หรือไม่ แม้ว่าวีรบุรุษหรือวีรสตรีผู้นั้นจะไม่ใช่มุสลิม ?

ตอบ : อัล-หัมดุลิ้ลลาฮฺ
ประการแรก จากคำถามของเธอ ดูเหมือนเธอจะเข้าใจว่ารูปปั้นรูปคนมุสลิมนั้นหะลาล ส่วนรูปปั้นรูปคนกาฟิรฺนั้นหะรอม ฉันขอบอกว่าเธอเข้าใจผิดอย่างมหันต์ทีเดียว เนื่องจากว่ารูปปั้นที่เป็นรูปสิ่งมีชีวิตล้วนหะรอมทั้งสิ้น ไม่ว่ามันจะเป็นรูปคนมุสลิมหรือคนกาฟิรฺก็ตาม อันที่จริงแล้วการทำรูปปั้นที่เป็นรูปคนกาฟิรฺเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายที่สุด เนื่องจากมันรวมความชั่วร้ายสองประการด้วยกันคือ ความชั่วร้ายในการทำรูปปั้นและความชั่วร้ายที่ไปยกย่องคนกาฟิรฺ

ข้อห้ามเกี่ยวกับการทำรูปภาพและรูปปั้นมีรายละเอียดดังนี้ คือ
๑. ข้อห้ามเกี่ยวกับการทำรูปปั้นมิใช่เป็นเพียงเรื่องราวทางด้านฟิกฺฮฺเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะกีดะฮฺด้วย เพราะว่าอัลลอฮฺเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีอำนาจให้รูปทรงสิ่งถูกสร้างของพระองค์ และทรงสร้างพวกมันขึ้นในรูปแบบที่ดีเลิศที่สุด การทำรูปต่างๆมันจะมีความหมายว่ามนุษย์กำลังพยายามที่จะตีตัวเสมอเทียมเท่าพระองค์ในการสร้าง และเมื่อรูปเหล่านี้ถูกนำไปเป็นเจว็ดมันก็จะถูกเคารพสักการะแทนอัลลอฮฺ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอะกีดะฮฺ

ตัวบทหลักฐานที่ว่าการสร้างรูปเป็นสิทธิ์เฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้น

๑. จากอัล-กุรอาน
“พระองค์คือผู้ที่ทำให้พวกเจ้าเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในมดลูก ตามที่พระองค์ทรงประสงค์.....” สูเราะฮฺ อาละ-อิมรอน : ๖

“และแท้จริงเราได้บังเกิดพวกเจ้า(อาดัม ซึ่งเป็นบรรพบุรุษคนแรกของพวกเจ้า) แล้วเราได้ทำให้พวกเจ้า(มนุษยชาติสืบทอดเชื้อสายจากอาดัม)เป็นรูปเป็นร่าง(รูปร่างอันประเสริฐของมนุษย์ในครรภ์มารดา) แล้วเราได้บอกมะลาอิกะฮฺว่า “จงสุญูดต่ออาดัมเถิด”......” สูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ : ๑๑

“พระองค์คืออัลลอฮฺ ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงให้บังเกิด ผู้ทรงทำให้เป็นรูปร่าง สำหรับพระองค์คือพระนามทั้งหลายอันดียิ่ง บรรดาสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินต่างสรรเสริญสดุดีพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ” สูเราะฮฺ อัล-หัชรฺ : ๒๔

“โอ้ มนุษย์เอ๋ย อะไรเล่าที่ล่อลวงเจ้าให้ห่างไกลจากพระผู้อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงเกื้อกูลยิ่ง ผู้ทรงบังเกิดเจ้า แล้วทรงทำให้เจ้ามีอวัยวะที่ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วทรงทำให้เจ้ามีอวัยวะและรูปร่างที่สมส่วน ในรูปใดที่พระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็จะประกอบเจ้าขึ้นมา” สูเราะฮฺ อัล-อิมฟิฏอรฺ : ๖-๘

ตัวอย่างจากอายะฮฺเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเชื่อที่ว่า การสร้างและการกำหนดรูปทรงของสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลจักรวาลนั้นเป็นสิทธิเฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้น ผู้ทรงเป็นพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงออกแบบที่ดีเลิศยิ่ง ดังนั้น จึงไม่อนุญาตให้ใครล่วงล้ำสิทธิดังกล่าวในการพยายามที่จะเลียนแบบการสร้างสรรค์ของอัลลอฮฺ

๒. ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮา มารดาแห่งผู้ศรัทธา ได้รายงานว่า อุมมุ หะบีบะฮฺ กับ อุมมุ สะละมะฮฺ ได้เล่าถึงโบสถ์แห่งหนึ่งที่พวกนางเคยเห็นมาในเอธิโอเบียให้ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฟัง ซึ่งในโบสถ์นั้นมีรูปหลายรูป ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “คนพวกนั้น ถ้าคนดีเคร่งครัดคุณธรรมคนใดในหมู่พวกเขาเสียชีวิตลง พวกเขาก็จะสร้างสถานที่สำหรับสักการบูชาบนหลุมศพของคนดีท่านนั้น และจะมีรูปในสถานที่นั้นด้วย เหล่านี้จะเป็นสิ่งถูกสร้างชั่วร้ายที่สุดที่ปรากฏต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ” (บุคอรียฺ ; หมายเลข ๔๑๗, มุสลิม ; หมายเลข ๕๒๘)

ท่านอัล-หาฟิซฺ อิบนิ หะญัร ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวว่า หะดีษนี้ชี้ให้เห็นว่าการทำรูปภาพเป็นสิ่งหะรอม (จาก ฟัตหุ้ล บารียฺ เล่ม ๑ หน้า ๕๒๕)

ท่านอิมามนะวะวียฺ ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวว่า
……… บรรดาสหายของพวกเรา(ในแนวมัซฮับ ชาฟิอียฺ)และบรรดานักวิชาการคนอื่นๆในอีกสามมัซฮับ ก็กล่าวเช่นกันว่า การทำรูปภาพ(ตัศวีรฺ)สิ่งมีชีวิต(ทั้งมนุษย์และสัตว์)เป็นสิ่งที่ถูกห้ามอย่างเด็ดขาดเข้มงวดและเป็นบาปใหญ่ เนื่องจากผู้ใดที่พัวพันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ถูกเตือนอย่างหนักแน่นในบรรดาหะดีษศ่อหี๊ยฺหฺทั้งหลาย เช่นเดียวกันกับผู้ที่ทำรูปภาพไม่ว่าจะเป็นรูปที่ไม่น่าให้เกียรตินับถือและเป็นรูปที่อัปมงคล หรือที่ตรงกันข้ามก็ตามในทุกกรณี การทำเช่นนี้เป็นสิ่งต้องห้าม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการทำรูปภาพนั้นเป็นการเลียนแบบการสร้างสรรของอัลลอฮฺ ข้อห้ามในการทำรูปภาพนั้นกินความรวมถึงการทำรูปภาพลงใน เสื้อผ้า พรม เหรียญเงิน บรรจุภัณฑ์ทุกประเภท(ไม่ว่าจะเป็น ถุง กล่อง กระเป๋า หีบห่อ ภาชนะใส่ของกินของใช้ต่างๆ เป็นต้น) ฝาผนัง และอื่นๆอีกทุกรูปแบบ สำหรับรูปต้นไม้ หรือที่รองนั่งบนหลังอูฐ(กูบ) หรือวัตถุสิ่งของที่เป็นสิ่งไม่มีชีวิต ไม่เป็นที่ต้องห้ามแต่ประการใด นี่เป็นกฎเกณฑ์บทบัญญัติของอิสลามเกี่ยวกับการทำรูปภาพโดยทั่วไป (ชัรหฺ มุสลิม , ๑๔/๘๑)

๓. ท่านสะอีด อิบนิ อะบียฺ อัล-หะสัน ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้เล่าว่า “ฉันอยู่กับท่านอิบนิ อับบาสร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ มีชายคนหนึ่งมาหาท่านแล้วกล่าวว่า ‘โอ้ อะบู อับบาส ฉันเป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่กับสิ่งที่ฉันทำมันด้วยกับมือของฉัน ฉันทำรูปภาพมากมาย’ ท่านอิบนิ อับบาส ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุได้กล่าวว่า ‘ฉันขอบอกแก่ท่านถึงสิ่งที่ฉันได้ยินจากท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฉันได้ยินท่านกล่าวว่า “ใครก็ตามที่ทำรูปภาพ อัลลอฮฺจะลงโทษเขา จนกว่าเขาจะเป่าชีวิตเข้าไปในมัน และแน่นอนเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เป็นอันขาด” ชายคนนั้นตกใจกลัวถึงกับทรุดตัวลงทั้งยืน ใบหน้าซีดขาว เมื่อเห็นเช่นนั้นท่านอิบนิ อับบาส ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ จึงกล่าวว่า ‘ความหายนะจะเกิดแก่ท่าน ถ้าท่านยังไม่เลิกทำรูปภาพอีก ก็ขอให้ทำรูปต้นไม้ และสิ่งที่ไม่มีชีวิต’ ” (บุคอรียฺ ; หมายเลข ๒๑๑๒ , มุสลิม; หมายเลข ๒๑๑๐)

๔. ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ มัสอูด ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ รายงานว่า “ฉันได้ยินท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “คนที่จะถูกลงโทษอย่างแสนสาหัสต่อหน้าอัลลอฮฺในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ ก็คือ คนที่ทำรูปภาพ”” (อัล-บุคอรียิ ; หมายเลข ๕๖๐๖ , มุสลิม ; หมายเลข ๒๑๐๙)

๕. ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัร ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ รายงานว่าท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ผู้ใดที่ทำรูปภาพจะถูกลงโทษในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ จะมีกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘จงให้ชีวิตแก่สิ่งที่เจ้าได้ทำขึ้น’ ” (บุคอรียฺ ; หมายเลข ๕๐๖๗ , มุสลิม ; หมายเลข ๒๑๐๙)

๖. ท่านอะบู ฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ รายงานว่าท่านได้เข้าไปในบ้านหลังหนึ่งในนครมะดีนะฮฺ และท่านได้เห็นคนกำลังทำรูปภาพอยู่ในบ้านหลังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ฉันได้ยินท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “(อัลลอฮฺได้กล่าวว่า) จะมีใครที่มีความผิดร้ายแรงยิ่งไปกว่า คนที่สร้างสิ่งที่เหมือนสิ่งที่ข้าสร้าง ? จงให้พวกเขาสร้างเมล็ดพืชขึ้นมาสักเมล็ดหนึ่ง หรือสร้างมดขึ้นมาตัวหนึ่งซิ !” ” (บุคอรียฺ ; หมายเลข ๕๖๐๙, มุสลิม ; หมายเลข ๒๑๑๑)

ท่านอิมามนะวะวียฺได้กล่าวว่า “คำกล่าวของอัลลอฮฺที่ว่า จงให้พวกเขาสร้างเมล็ดพืชขึ้นมาสักเมล็ดหนึ่ง หรือสร้างมดขึ้นมาตัวหนึ่งซิ ! หมายความว่า จงสร้างมดตัวเล็กๆขึ้นมาสักตัวหนึ่งที่มีชีวิตมีวิญญาณเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวของมันเอง ให้เหมือนกับมดตัวเล็กๆที่อัลลอฮฺทรงสร้างขึ้น หรือให้พวกเขาสร้างเมล็ดพืชขึ้นมาสักเมล็ดหนึ่ง อาจจะเป็นเมล็ดข้าวสาลีหรือเมล็ดข้าวบาเล่ย์ก็ได้ ให้พวกเขาสร้างเมล็ดพืชชนิดหนึ่งที่กินเป็นอาหารได้ และสามารถนำมันไปเพาะปลูกจนงอกเงยเจริญเติบโตเป็นลำต้นได้ ให้เหมือนกับเมล็ดข้าวสาลีหรือเมล็ดข้าวบาเล่ย์หรือเมล็ดพืชอื่นๆที่อัลลอฮฺทรงสร้าง แน่นอนเหลือเกิน นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย” (ชัรหฺ มุสลิม ๑๔ /๙๐) ไม่มีผู้ใดสามารถให้ชีวิตแก่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายได้ นอกจากอัลลอฮฺเพียงผู้เดียวเท่านั้น สุบหานั้ลลอฮฺ

๗. ท่านอะบู ญุหาฟะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้รายงานว่า ท่าน รสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ห้ามกำหนดราคาสุนัขและเลือด ห้ามทำรอยสักให้ผู้อื่นและห้ามให้ผู้อื่นมาทำรอยสักให้ ห้ามให้และรับดอกเบี้ย และท่านได้สาปแช่งคนที่ทำรูปภาพ (อัล-บุคอรียฺ หมายเลข ๑๙๘๐)

๒. อิสลามได้มีบัญญัติไว้ว่า บรรดาเจว็ดรูปปั้นทั้งหลายจะต้องถูกทำลายและทำให้แตกละเอียด ห้ามสร้างและห้ามซ่อมแซม ดังตัวบทหลักฐานต่อไปนี้

๒.๑ ท่านอับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้รายงานว่า ตอนที่ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เข้าพิชิตมักกะฮฺได้ ในขณะนั้นมีเจว็ดรูปปั้นจำนวนหนึ่งร้อยหกสิบรูปอยู่รายรอบกะอฺบะฮฺ ท่านได้เริ่มตีทำลายมันด้วยไม้เท้าของท่านและกล่าวว่า “เมื่อความจริงมาถึงความเท็จย่อมมลายหายไป แน่นอน ความเท็จย่อมมลายหายไป ” (สูเราะฮฺ อัล-อิสรออ์ : ๘๑) - (บุคอรียฺ ; หมายเลข ๒๓๔๖, มุสลิม ; หมายเลข ๑๗๘๑)
๒.๒ ท่านอะบู อัล-ฮัยยาจฺญ อัล-อะสะดียฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้รายงานว่า ท่านอะลียฺ บิน อะบี ฏอลิบ ได้บอกแก่ฉันว่า “จะเอาไหม ฉันจะมอบหลักการพื้นฐานแก่ท่านอย่างเดียวกับที่ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้มอบให้แก่ฉัน ? คือ จงอย่าปล่อยให้มีรูปปั้นใดๆเกิดขึ้นโดยไม่ได้ทำลายมัน และจงอย่าปล่อยให้หลุมศพใดสูงเนินโดยไม่เกลี่ยมันลงมาระนาบกับพื้นดิน(ในรายงานหนึ่งมีข้อความว่า “และจงอย่าปล่อยให้มีรูปภาพโดยไม่ลบมันออกหรือขีดฆ่าทำลายมัน”) (มุสลิม ๙๖๙)

ท่านอิบนิ อัล-ก็อยยิม ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺได้กล่าวว่า ตะมาษีล เป็นพหูพจน์ของ ติมษาม(รูปปั้น) ซึ่งหมายถึงภาพเหมือนหรือรูปปั้น (อัล-ฟะวาอิด หน้า ๑๙๖)

ชัยคุ้ลอิสลาม ท่านอิบนิ ตัยมียะฮฺ ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวว่า คำสั่งที่ให้ทำลายนี้เป็นการทำลายรูปสองชนิดด้วยกัน คือ รูปคนตาย และรูปที่วางอยู่เหนือหลุมศพ เพราะชิรฺก์จะตามมาจากภาพสองชนิดนี้ (มัจญมูอฺ อัล-ฟะตาวา เล่ม ๑๗ หน้า ๔๖๒)

๓. ท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กำชับเตือนถึงการนำรูปภาพไปไว้ในบ้าน และกล่าวว่านี้เป็นบาปอย่างหนึ่ง และเป็นการกีดกันคนในบ้านนั้นจากความดีงามความจำเริญ

๓.๑ ท่านอะบู ฏ้อลหะฮฺ ได้รายงานว่า ฉันได้ยินท่านรสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “มะลาอิกะฮฺจะไม่เข้าบ้านที่มีสุนัขหรือมีรูปภาพ” (อัล-บุคอรียฺ ; หมายเลข ๓๐๕๓ , มุสลิม ; ๒๑๐๖)

๓.๒ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮา – มารดาแห่งผู้ศรัทธา - ได้กล่าวว่า : “ฉันได้ซื้อเบาะรองนั่งมาใบหนึ่งซึ่งมีรูปภาพอยู่บนมัน เมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม เห็นมัน ท่านก็หยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านไม่ยอมเข้าบ้าน ฉันสังเกตเห็นถึงความไม่พอใจอย่างมากของท่านได้จากสีหน้าของท่าน ฉันจึงได้กล่าวว่า ‘โอ้ ท่านรสูลุลลอฮฺ ! ฉันขอกลับเนื้อกลับตัวยังอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ ฉันทำอะไรผิดไปหรือคะ ? ท่านกล่าวว่า ‘เบาะนี่ สำหรับใช้ทำอะไรหรือ ?’ ฉันตอบว่า ‘ฉันได้ซื้อมันมาเพื่อให้ท่านได้ใช้สำหรับรองนั่ง และใช้สำหรับเอนหลัง’ ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าวว่า ‘บรรดาคนที่มีส่วนร่วมในการทำรูปภาพทั้งหลายเหล่านี้ จะถูกลงโทษอย่างแสนสาหัสในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ และจะมีกล่าวแก่พวกเขาว่า : ‘จงทำให้สิ่งที่พวกเจ้าสร้างขึ้นมานี้ มีชีวิตขึ้นมาซิ’ และแท้จริง บรรดามะลาอิกะฮฺจะไม่เข้าบ้านที่มีรูปภาพ’ ” (อัล-บุคอรียฺ ; หมายเลข ๑๙๙๙ , มุสลิม ; หมายเลข ๒๑๐๗)

๔. การทำรูปภาพเป็นหนทางหนึ่งของการจมดิ่งสู่ชิรฺก์ เนื่องจากชิรฺก์เริ่มต้นจากการให้เกียรติเคารพนับถือภาพของคนตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่มีความรู้น้อยหรือไม่มีความรู้เลย

ท่านอิบนิ อับบาส ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า “บรรดาเจว็ดรูปปั้นของกลุ่มชนของท่านนบีนูหฺอฺะลัยฮิสสะลามได้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในหมู่ชาวอาหรับในยุคต่อมาหลังจากท่าน วัดดฺ เป็นที่เคารพบูชาของเผ่ากัลบฺในเดามะฮฺอัล-ญันดัล สุวาอฺ เป็นที่เคารพบูชาของพวกฮุซัยลฺ ยะฆูต เป็นที่เคารพบูชาของพวกมุรอด แล้วก็พวกบนีฆุฏ็อยฟฺ ในเญาฟฺใก้ลๆกับสะบาอ์ ยะอูกฺ เป็นที่เคารพบูชาของพวกฮะมะดาน ส่วนนะซัรฺ เป็นที่เคารพบูชาของพวกหุมัยรฺแห่งอาล ซียฺ อัล-กะลาอฺ ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของบรรดาคนศอลิหฺ(คนดีเคร่งครัดคุณธรรม)จากกลุ่มชนของท่านนบีนูหฺอฺะลัยฮิสสะลาม เมื่อพวกท่านเหล่านั้นเสียชีวิตลง ชัยฏอนได้กระซิบกระซาบประชาชนของพวกท่านให้สร้างเจว็ดรูปปั้นขึ้นในสถานที่ที่พวกท่านเหล่านั้นเคยนั่ง และเรียกชื่อเจว็ดเหล่านั้นตามนามของพวกท่าน ประชาชนทั้งหลายสร้างเจว็ดเหล่านั้นแต่ยังไม่ถึงกับทำการเคารพสักการะหรือบูชาพวกมัน แต่หลังจากที่ประชาชนในยุคนั้นตายไป ผู้คนในยุคหลังต่อมาได้ลืมเลือนที่มาของรูปปั้นเหล่านั้น แล้วพวกเขาก็เริ่มเคารพสักการะและบูชาพวกมัน” (อัล-บุคอรียฺ หมายเลข ๔๖๓๖)

ท่านชัยคุ้ลอิสลาม อิบนิ ตัยมียะฮฺ ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “อัล-ลาต ถูกเคารพบูชาก็เพราะการแสดงความเคารพนับถือหลุมศพของคนศอลิหฺท่านหนึ่ง” (อิกฺติฎออ์ อัล-ศิรอฏ้อลมุสตะกีม เล่ม ๒ หน้า ๓๓๓)

ท่านยังได้กล่าวอีกว่า “ปัญหาเรื่องการแสดงความนับถือนี้ เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมอิสลามจึงห้ามอย่างเด็ดขาดเกี่ยวกับรูปภาพทุกชนิด และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมประชาชาติทั้งหลายจึงจมดิ่งสู่การชิรฺก์ ไม่ว่าจะเป็นชิรฺก์ใหญ่หรือชิรฺก์เล็กก็ตาม” (อิกฺติฎออ์ อัล-ศิรอฏ้อลมุสตะกีม เล่ม ๒ หน้า ๓๓๔)

ท่านอิบนิ อัล-ก็อยยิม ร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ๆได้สาธยายถึงวิธีการที่ชัยฏอนเข้าไปล่อลวงพวกคริสเตียนว่า “ชัยฏอนได้เข้าไปล่อลวงพวกคริสเตียนเกี่ยวกับเรื่องรูปภาพ ซึ่งมีอยู่ในโบสถ์ของพวกเขาและพวกเขาก็เคารพบูชามัน ท่านจะพบว่าไม่มีโบสถ์ใดเลยที่ปราศจากรูปภาพของนางมัรฺยัม(พระนางแมรี่), อัล-มะสีหฺ(นบีอีสา หรือ พระเยซู), จอร์จ, ปีเตอร์ และคนอื่นๆที่เป็นบาทหลวงของพวกเขาหรือผู้ที่พลีชีพเพื่อพระเจ้าของพวกเขา ส่วนมากของพวกเขาโค้งคำนับหรือแสดงความเคารพต่อรูปภาพเหล่านี้ และสวดอ้อนวอนขอพรจากรูปภาพเหล่านี้ แทนที่จะขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺองค์เดียว พระราชาคณะแห่งอะเล็กซานเดรียได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงผู้ปกครองแห่งโรมเชิญชวนให้โค้งคำนับหรือแสดงความเคารพต่อรูปภาพเหล่านี้ โดยกล่าวว่า อัลลอฮฺได้ทรงบัญชาให้มูสาทำรูปเทวดาเด็กที่มีปีกไว้ในหอสวด ครั้นเมื่อถึงสมัยของสุลัยมานบุตรของดาวูดก็ได้สร้างโบสถ์ขึ้นและสร้างรูปเทวดาเด็กที่มีปีกหลายรูปแล้วเอาไปไว้ในโบสถ์นั้น จดหมายหรือราชโองการนี้ก็เช่นกัน เมื่อกษัตริย์ส่งราชโองการถึงข้าหลวงของเขา ข้าหลวงผู้นั้นจะต้องคุกเข่าลงนำเอาราชโองการมาจูบ แล้วหลังจากนั้นก็เอามาสัมผัสหน้าผากของเขา(เป็นเครื่องหมายของการแสดงความนับถือ) แล้วก็ยืนขึ้นเพื่อรับราชโองการนั้น ที่เขาทำเช่นนี้มิได้หมายความว่าเขาทำความเคารพราชโองการซึ่งเป็นเพียงกระดาษและน้ำหมึกเท่านั้น หากแต่เขาทำความเคารพพระราชา ในทำนองเดียวกันเมื่อผู้ใดโค้งคำนับหรือก้มกราบรูปภาพใดๆ นั่นย่อมหมายถึงเขาได้แสดงความเคารพสักการะคนในภาพนั้น ไม่ใช่แสดงความเคารพต่อสีสันของรูปเหล่านั้นนี่เป็นตัวอย่างของการเคารพบูชาเจว็ด” (อิฆอษะฮฺ อัล-ละฮฺฟาน, เล่ม ๒ หน้า ๒๙๒)

ท่านยังกล่าวอีกว่า “สาเหตุที่ประชาชาติทั้งหลายจมดิ่งสู่การชิรฺก์ ส่วนใหญ่แล้วเนื่องมาจากรูปภาพและหลุมศพ”(ซาด อัล-มะอาด เล่ม ๓ หน้า ๔๕๘)

๕. อายะฮฺอัล-กุรอานและบรรดาหะดีษที่ยกมาแต่ต้น ทั้งหมดนี้ ล้วนชี้ให้เห็นว่าข้อห้ามเกี่ยวกับรูปภาพนั้นก็ด้วยเหตุผลบางประการ คือ

ประการแรก คือ เพราะมันหมายถึงความพยายามที่จะเลียนแบบการสร้างสรรค์ของอัลลอฮฺ
ประการที่สอง คือ เพราะมันเป็นการเลียนแบบพวกกาฟิรฺ
ประการที่สาม คือ เพราะมันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การแสดงความเคารพนับถือ เคารพบูชา และตกไปสู่การชิรฺก์

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็นที่ต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในสร้างรูปปั้น รูปเคารพ ไม่ว่ารูปนั้นจะเป็นมุสลิมหรือกาฟิรฺก็ตาม ผู้ใดก็ตามที่ยังทำเช่นนั้นอยู่ ก็เท่ากับเขาพยายามที่เลียนแบบให้เหมือนการสร้างสรรค์ของอัลลอฮฺและสมควรได้รับการสาปแช่ง

เราขอต่ออัลลอฮฺได้โปรดปกป้องคุ้มครองพวกเราให้รอดพ้นปลอดภัยและมั่นคงอยู่บนความถูกต้อง และได้รับทางนำจากพระองค์

ขออัลลอฮฺได้โปรดประทานความจำเริญแก่ท่านนบีมุหัมมัดของพวกเรา
ชัยคฺ มุหัมมัด ศอลิหฺ อัล-มุนัจญิด

ค้นหากุรอาน และรวมลิงค์เพื่อนบ้าน

« พฤษภาคม 2012
อาทิตย์จันทร์อังคารพุธพฤศุกร์เสาร์
12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031
ค้นหาอัลกุรอานในรูปแบบความหมายภาษาไทย (และอีก 30 ภาษาทั่วโลก) โดย globalquran.com

เว็บไซด์เพื่อการศึกษาอิสลาม ตลอดชีวิต บ้านมุสลิมะฮฺ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ หนังสือพิมพ์ประชาชาติอิสลามออนไลน์ ฟัตวาออนไลน์ มูลนิธิอนุรักษณ์มรดกอิสลาม กลุ่มสตรีแห่งทางนำ  ร้านมุอฺมินดีไซน์ หรือว่าพวกเจ้าคิดว่า พวกเจ้าจะได้เข้าสวนสวรรค์ ทั้งๆ ที่อัลลอฮฺยังมิได้ทรงรู้ บรรดาผู้ที่ต่อสู้ (ญิฮาด) ในหมู่พวกเจ้าพร้อมกันนั้น พระองค์ก็จะทรงรู้บรรดาผู้ที่อดทนด้วย อิสลามเริ่มต้นที่บ้าน บ้านแห่งการเรียนรู้...مرآة<br />
:: กระจกเงาสะท้อนเยาวชน ::[Togetherness magazine] ก้าวไป…ด้วยกันร้านบ้านมุสลิม จำหน่ายสินค้ามุสลิมเพื่อมุสลิม Basic to muslimah ยินดีต้อนรับแด่ผู้แสวงหาสัจธรรม
คัดลอกข้อความด้านล่างไปไว้ที่หน้าเว็บของท่าน หากต้องการแลกลิงค์

free counters