แปลมาให้อ่าน ฉบับที่ 69 : อิสลามอยู่บนความเรียบง่าย
(ต่อจากอันดับที่ 68 ) ประเด็นที่สอง เป็นมติเอกฉันท์ว่าไม่มีการวางภาระที่หนักเกินกำลังความสามารถที่จะทำได้ นี่ชี้ให้เห็นว่าชะรีอฺะฮฺไม่มีเป้าหมายที่จะกำหนดอะไรเกินกำลังความสามารถที่จะทำได้ กินความถึงกฎหมายและกฎเกณฑ์ส่วนบุคคลด้วย (ดูหนังสือของ อัช-ชาฏิบียฺ ชื่อ “อัล-มุวาฟะกฺอต” เล่ม 2 หน้า 122)
ในชะรีอฺะฮฺอิสลามได้มีข้อห้ามเกี่ยวกับการทำให้เกิดความยากลำบาก และข้อห้ามนี้เป็นที่ทราบกันดีในชะรีอฺะฮฺ ถึงกับกำหนดให้เป็นหลักการเฉพาะอย่างหนึ่งในกฎหมายอิสลาม (ดูหนังสือของ อัช-ชาฏิบียฺ ชื่อ “อัล-มุวาฟะกฺอต” เล่ม 2 หน้า 133)
แนวทางในทางปฏิบัติของท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ก็เป็นไปตามหลักการเกี่ยวกับการทำให้สะดวกเรียบง่าย ท่านใช้วิธีที่ง่ายที่สุดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตของท่าน “เมื่อใดที่ท่านต้องเลือกระหว่างเรื่องสองเรื่อง ท่านจะเลือกเอาเรื่องที่ง่ายที่สุด ตราบใดที่เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับบาป” ท่านยังเป็นคนที่สุภาพอ่อนโยนมากๆ และท่านเองก็เรียกร้องเชิญชวนผู้อื่นให้มีความสุภาพอ่อนโยนด้วย ท่านหญิงอฺาอิชะฮฺ ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮา ได้รายงานว่าท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า
“ความสุภาพอ่อนโยนจะไม่พบในสิ่งใด นอกจากความสวยงามในสิ่งนั้น และมันจะไม่ถูกขจัดออกไปจากสิ่งนั้น (ถ้าหากสิ่งนั้นไม่มีมัน จะไม่เกิดอันใดขึ้น) นอกจากสิ่งนั้นจะเกิดความเสียหาย” (มุสลิม)
“แท้จริง อัลลอฮฺทรงสุภาพอ่อนโยนยิ่ง และพระองค์ทรงรักความสุภาพอ่อนโยน พระองค์ทรงประทานความสุภาพอ่อนโยน พระองค์มิได้ประทานความหยาบกระด้าง” (มุสลิม)
ท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ยังได้สั่งกำชับแก่ท่านมุอาษ และ อบู มูสา คราวที่ส่งทั้งสองไปเยเมน ว่า
“จงทำให้สิ่งต่างๆนั้นง่ายแก่ประชาชน อย่าทำให้สิ่งต่างๆนั้นยากลำบากแก่ประชาชน จงแจ้งข่าวดีแก่ประชาชน อย่าทำให้พวกเขาเตลิดหนีไป” (บุคอรียฺ)
อย่างไรก็ตาม ความเรียบง่ายและความยืดหยุ่นนี้จะต้องเป็นไปตามชะรีอฺะฮฺ และความยุติธรรม ไม่ใช่เป็นไปตามอารมณ์และตัณหาราคะของผู้คน
ท่านอนัส บิน มาลิก ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮุ ได้รายงานว่าท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า
“จงทำให้สิ่งต่างๆนั้นง่ายแก่ประชาชน อย่าทำให้สิ่งต่างๆนั้นยากลำบากแก่ประชาชน จงแจ้งข่าวดีแก่ประชาชน อย่าทำให้พวกเขาเตลิดหนีไป” (บุคอรียฺ และ อะหฺมัด)
หิกมะฮฺที่อยู่เบื้องหลังความเรียบง่ายที่ชะรีอฺะฮฺนำเสนอนี้ก็คือ อัลลอฮฺได้ทำให้อิสลามสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ กิจการทั้งหลายถูกกำหนดให้สอดคล้องและง่ายต่อธรรมชาติของมนุษย์ที่จะยอมรับได้ ธรรมชาติของมนุษย์ถูกกำหนดมาให้หลีกหนีให้ห่างไกลจากความหยาบกระด้างและการเข้มงวดอย่างเลยเถิดอยู่แล้ว อัลลอฮฺประสงค์ให้ชะรีอฺะฮฺของพระองค์แพร่หลายไปทั่วโลกและให้คงอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่ง่ายมากๆที่จะแพร่กระจายในหมู่ประชาชาติทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นหากความยุ่งยาก ความลำบาก และความหยาบกระด้างไม่ถูกขจัดทิ้งไป ( “มะกฺอสิด อัช-ชะรีอฺะฮฺ อัล-อิสลามียะฮฺ” ของท่านมุหัมมัด อัฏ-ฏอฮิรฺ อิบนิ มัชฮูรฺ หน้า 61)
ความเรียบง่ายและใจกว้างของอิสลาม
อิสลามมิได้เป็นเพียงระบอบในการดำเนินชีวิตอันเรียบง่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นระบอบในการดำเนินชีวิตเดียวที่มีความเป็นมิตรและมีความสุภาพอ่อนโยน จึงดูโดดเด่นที่สุดในการเรียกเชิญชวนผู้คนสู่อิสลาม แม้ว่ากับคนบาปและคนที่ละเมิดกฎหมาย อิสลามก็ล้วนเชิญชวนพวกเขาด้วยความสุภาพอ่อนโยน มีความเป็นมิตรและพี่น้องอันอบอุ่นต่อกัน ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้
(1)ความสุภาพอ่อนโยนในการเชิญชวนผู้คนสู่แนวทางอันถูกต้อง
พื้นฐานของการเรียกร้องเชิญชวนผู้คนสู่แนวทางอันถูกต้อง ก็คือคำพูดที่สุภาพอ่อนโยน แม้ว่าคนที่ถูกเชิญชวนนั้นจะเป็นคนที่อวดดีไร้มารยาทที่สุดก็ตาม เรามาลองพิจารณาดูที่อัลลอฮฺได้ส่งท่านนบีมูซา กับ ท่านนบีฮารูน ไปแนะนำตักเตือนฟิรฺเอานฺ พระองค์ได้กล่าวแก่ทั้งสองว่า
“เจ้าทั้งสอง(มูซากับฮารูน)จงไปหาฟิรฺเอานฺแท้จริงเขาได้ละเมิดฝ่าฝืนอย่างยะโสโอหัง และเจ้าทั้งสองจงพูดแก่เขาด้วยคำพูดที่สุภาพอ่อนโยน เพื่อว่าบางทีเขาจะได้รำลึกหรือยำเกรงอัลลอฮฺขึ้นมาก็ได้” สูเราะฮฺ ฏอฮา : 43-44
ท่านอิบนิ กะษีรฺ ได้อธิบายไว้ว่า “อัลลอฮฺได้กำชับท่านนบีมูซา กับ ท่านนบีฮารูนไปเผยแผ่อิสลามแก่ฟิรฺเอฺานฺด้วยคำพูดที่นุ่มนวล สุภาพอ่อนโยน เข้าใจได้ง่ายๆ และมีความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกดีที่สุดต่อจิตใจของฟิรฺเอฺานฺ” (ตัฟสีรฺ อัล-กุรอาน อัล-อฺะซีม เล่ม 3 หน้า 153)
อัลลอฮฺได้กล่าว เป็นการแกะสลักแนวทางและวิธีการในการเรียกร้องเชิญชวนผู้อื่นสู่อิสลาม ลงบนพฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิด ของท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ตลอดจนบรรดาผู้เรียกร้องเชิญชวนทั้งหลายหลังจากท่าน ดังอายะฮฺที่ว่า
“จงเชิญชวนสู่แนวทางของพระผู้อภิบาลของเจ้า ด้วยหิกมะฮฺ และการแนะนำที่ดีงาม และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยวิธีที่ดีและนิ่มนวลยิ่ง แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้ารู้ดียิ่งว่าผู้ใดหลงไปจากทางของพระองค์ และพระองค์รู้ดียิ่งว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับทางนำ” สูเราะฮฺ อัน-นะหฺลฺ : 125
จากอายะฮฺนี้พระผู้อภิบาลได้แสดงให้ท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ตลอดจนบรรดาผู้เรียกร้องเชิญชวนทั้งหลายแนวทาง 3 ประการด้วยกัน คือ 1) หิกมะฮฺ 2) การแนะนำที่ดีงามและ 3) การโต้แย้งด้วยวิธีที่ดีและนิ่มนวลยิ่ง
การแนะนำตักเตือนและการโต้แย้งถูกกำหนดให้กระทำในลักษณะที่ “ดีงาม สวยงาม และนิ่มนวลอย่างยิ่ง” เป็นการเน้นย้ำว่า การเชิญชวนผู้คนสู่อิสลามนั้น ต้องมีกิริยามารยาทที่สุภาพอ่อนโยน ใจกว้าง เรียบง่ายและเป็นกันเอง โดยปราศจากความหยาบกระด้าง ท่านอิบนิ ญะรีรฺ อัฏ-ฏ่อบะรียฺ ได้กล่าวว่า
อัลลอฮฺได้กล่าวแก่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า “จงเรียกร้องเชิญชวนเถิด” โอ้ มุหัมมัด สู่การเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺผู้เป็นพระผู้อภิบาลของเจ้าที่ได้ส่งเจ้ามา “สู่แนวทางของพระผู้อภิบาลของเจ้า” คือสู่กฎหมายของพระผู้อภิบาลของเจ้า ที่พระองค์ได้มอบให้เป็นแนวทางสำหรับสิ่งถูกสร้างของพระองค์(มนุษยชาติ) กฎหมายที่ว่านี้ก็คืออิสลาม “ด้วยหิกมะฮฺ” คือโดยใช้สิ่งที่อัลลอฮฺได้เปิดเผยแก่เจ้าและคัมภีร์ของพระองค์ที่ได้ประทานมาให้แก่เจ้า “และด้วยการแนะนำตักเตือนที่ดีงาม และสวยงามยิ่ง” คือความสวยงามที่แสดงออกให้เห็นว่าอัลลอฮฺได้มีข้อพิสูจน์แล้วแก่มนุษย์ในคัมภีร์ของพระองค์ และพระองค์ก็ได้เตือนพวกเขาด้วยวะหฺยูของพระองค์...“และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยวิธีที่ดีและมารยาทที่นิ่มนวลยิ่ง” คือ โต้แย้งพวกเขาด้วยข้อโต้แย้งที่ดีกว่าของพวกเขา โดยการให้อภัยต่อสิ่งเลวร้ายหรือความเสื่อมเสียที่พวกเขากล่าวทำลายเกียรติของเจ้าและคนของเจ้า เจ้าจงอย่าทำให้ภารกิจในการเผยแผ่สาส์นของพระผู้อภิบาลของเจ้าสู่พวกเขาบกพร่อง (ญามิอฺ อัล-บะยาน เล่ม 14 หน้า 194)
คำบัญชาที่ให้โต้แย้งกับชาวคัมภีร์ด้วยท่าทีที่ดี ก็มาจากคำกล่าวของอัลลอฮฺเช่นกัน
“จงอย่าโต้แย้งกับชาวคัมภีร์ เว้นแต่จะทำด้วยวิธีที่ดีที่สุด นอกจากบรรดาผู้อธรรมในหมู่พวเขา...” สูเราะฮฺ อัล-อังกะบูต : 46
ท่านอิบนิ ญะรีรฺ อัฏ-ฏ่อบะรียฺ ได้กล่าวว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาในอัลลอฮฺและร่อสูลของพระองค์ จงอย่าโต้แย้งกับยิวและคริสเตียน เพราะพวกเขาเป็น “ชาวคัมถีร์” “นอกจากด้วยวิธีการที่ดีที่สุด” คือนอกจากด้วยคำพูดที่ดี สุภาพน่าฟัง และไม่ใช่เพื่ออื่นใดนอกไปจากการเรียกร้องพวกเขาสู่อัลลอฮฺโดยใช้อายะฮฺต่างๆของพระองค์ และเตือนพวกเขาสู่ข้อพิสูจน์ของพระองค์(ญามิอฺ อัล-บะยาน เล่ม 21 หน้า 1)
(2)ความใจกว้างของอิสลามด้วยการเชิดชูญิฮาด
ก่อนที่จะกล่าวถึงประเด็นญิฮาด ใคร่ขอนำเสนอหะดีษบทหนึ่งที่ท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ให้โอวาทแก่บรรดาผู้นำทัพของท่านถึงการญิฮาดนั้นเพื่อเชิดชูดำรัสของอัลลอฮฺให้สูงส่งและเพื่อแผ่ขยายอิสลามออกไปสู่มนุษยชาติเท่านั้น มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ท่านบุร็อยดะฮฺ ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮุ ได้รายงานว่า “เมื่อใดก็ตามที่ท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัมกำหนดใครเป็นแม่ทัพหรือผู้นำคณะในการเดินทาง ท่านมักจะแนะนำเขาโดยตรงให้เกรงกลัวอัลลอฮฺและปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมด้วยดี และท่านก็มักจะกล่าวว่า
“จงต่อสู้ในนามของอัลลอฮฺ ทำเพื่ออัลลอฮฺองค์เดียว จงต่อสู้บรรดาผู้ที่ปฏิเสธอัลลอฮฺ จงต่อสู้และจงอย่าปล้นสดม จงอย่าทรยศหักหลัง จงอย่าตัดชิ้นส่วนของร่างกายออกจากกัน และจงอย่าฆ่าเด็ก เมื่อท่านพบศัตรูที่เป็นพวกมุชริก เชิญชวนพวกเขาสู่เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งจากสามประการ ถ้าพวกเขาเห็นด้วยและยอมรับเงื่อนไขเหล่านั้นก็ปล่อยพวกเขาไป จงเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลาม ถ้าพวกเขายอมรับก็จงยอมรับพวกเขาแล้วปล่อยพวกเขาไป จงขอร้องพวกเขาให้อพยพจากที่อยู่อาศัยของพวกเขาไปสู่ดินแดนของบรรดาผู้อพยพ(มะดีนะฮฺ) จงบอกพวกเขาว่า ถ้าพวกเขาทำตามที่ขอร้องพวกเขาจะมีสิทธิและความรับผิดชอบเท่าเทียมกับบรรดาผู้อพยพ(มุฮาญิรีน) อย่างไรก็ตามถ้าพวกเขาปฏิเสธที่ย้ายถิ่นฐานไป ก็จงบอกพวกเขาเถิดว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงมุสลิมชนบท(มุสลิมเบดูอิน) เนื่องจากกฎหมายของอัลลอฮฺนั้นถือปฏิบัติครอบคลุมผู้ศรัทธาทุกคน แต่พวกเขาจะไม่ได้รับทรัพย์สินที่เก็บได้จากสงครามหรือส่วนแบ่งใดๆจากการทำสงคราม นอกจากพวกเขาะมีส่วนร่วมกับผู้ศรัทธาในการทำญิฮาด ถ้าพวกเขาปฏิเสธที่จะเข้ารับอิสลาม ก็จงขอให้พวกเขาจ่ายญิซฺยะฮฺ(ค่าสวัสดิการของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐอิสลาม) ถ้าพวกเขายอมรับก็ขอให้ท่านยอมรับพวกเขาแล้วปล่อยพวกเขาไป ถ้าหากพวกเขาปฏิเสธก็ขอให้ท่านขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺต่อสู้กับพวกเขา ถ้าหากท่านโอบล้อมพวกเขาที่อยู่ในป้อมปราการ และพวกเขาต้องการที่จะให้ท่านทำสนธิสัญญาสงบศึกระหว่างพวกเขากับอัลลอฮฺและร่อสูลของพระองค์ ก็จงอย่าทำสัญญากับพวกเขาในนามของอัลลอฮฺและร่อสูลของพระองค์ แต่ให้ทำสัญญกับพวกเขาในนามของท่านและในนามบรรดาสหายของท่าน แท้จริง ถ้าพวกเขาละเมิดสัญญาที่ทำกับท่านและบรรดาสหายของท่าน มันยังเบากว่าการที่พวกเขาละเมิดสัญญาที่ทำกับอัลลอฮฺและร่อสูลของพระองค์ ถ้าหากท่านโอบล้อมพวกเขาที่อยู่ในป้อมปราการ และพวกเขาต้องการที่จะยอมจำนนต่อคำพิพากษาของอัลลอฮฺ ก็จงอย่ายอมรับการยอมจำนนของพวกเขา แต่ให้พวกเขายอมจำนนต่อคำพิพากษาของท่าน เพราะท่านไม่รู้หรอกว่าท่านจะพิพากษาพวกเขาตรงกับที่อัลลอฮฺพิพากษาพวกเขาหรือไม่” บันทึกโดย มุสลิม, อบู ดาวูด, และ อัต-ติรฺมิซียฺ
นี่คือความสูงส่งของการญิฮาด ซึ่งครอบคลุมถึง
(1)การรุกราน การละเมิด และการกระทำเกินกว่าเหตุเป็นที่ต้องห้าม อัลลอฮฺได้กล่าวว่า
“และพวกเจ้า จงต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺต่อบรรดาผู้ที่ต่อต้านพวกเจ้า และจงอย่าละเมิดทำเกินกว่าเหตุ......” สูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 190
การต่อสู้ในอิสลามเพื่อเป้าหมายอันสูงส่งดีงาม เพราะฉะนั้นเมื่อจำเป็นต้องมีการต่อสู้กัน จึงไม่อนุญาตให้มีการละเมิดทำเกินกว่าเหตุ จะเห็นได้ชัดจากที่ท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม สั่งห้ามการตัดอวัยวะใดๆของศัตรูให้ขาดออกจากกัน(เช่น ตัดคอ ตัดลิ้น ตัดมือ ฯลฯ – ผู้แปล)และห้ามฆ่าเด็กๆ
(2)ห้ามใช้กำลังบีบบังคับให้ใครเป็นมุสลิม ความจริงแล้ว ได้เปิดโอกาสให้มีทางเลือกสามทางอยู่แล้ว คือ 1.ยอมรับอิสลาม 2.จ่ายญิซฺยะฮฺ(ขณะที่ยังไม่ได้เป็นมุสลิม) หรือ 3.ต่อสู้ ศัตรูถ้าพวกเขาไม่ต้องการอิสลาม พวกเขาก็มีทางเลือกภายใต้การปกป้องคุ้มครองของผู้ปกครองมุสลิม ให้ได้รับความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน เกียรติยศ และศาสนาของพวกเขา เงื่อนไขก็คือว่าเขาต้องจ่ายญิซยะฮฺ ถ้าเขาปฏิเสธทั้งอิสลามและญิซยะฮฺ เขาก็มีทางเลือกเหลืออีกทางเดียวคือต่อสู้
(3)การรักษาสัญญา มุสลิมจำเป็นต้องรักษาสัจจะในพันธสัญญาทั้งหลายที่กระทำต่อผู้ปฏิเสธศรัทธา จากหะดีษข้างต้นจะเห็นได้ว่าห้ามการหลอกลวง ทรยศ หักหลังทุกชนิด ในอัล- กุรอานก็มีมากมายหลายอายะฮฺที่แสดงให้เห็นว่ามุสลิมจำเป็นต้องรักษาสัญญาของเขา เช่น
“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงรักษาสัญญาให้ครบถ้วน...” สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ : 1
“.....นอกจากบรรดาผู้ที่พวกเจ้าได้ทำสัญญาไว้ที่มัสญิดหะรอมเท่านั้น ดังนั้นตราบใดที่พวกเขายังรักษาหรือปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับพวกเจ้า พวกเจ้าก็จงปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับพวกเขา แท้จริงอัลลอฮิทรงรักบรรดาผู้ตักฺวา” สูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ : 7
(4)ให้ฏิบัติดีต่อผู้ที่มิได้ต่อสู้หรือต่อต้านมุสลิม เพื่อทำให้อิสลามเป็นที่รักชอบของพวกเขามากยิ่งขึ้น (ดูอายะฮฺที่ 8-9 ของสูเราะฮฺ อัล-มุมตะหินะฮฺ)
(5)การยกโทษ การให้อภัย เป็นสุดยอดของความใจกว้างของอิสลามเกี่ยวกับการทำสงคราม การพิชิตมักกะฮฺของท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นพยานหลักฐานที่ชัดเจนมาก ท่านให้อภัยแก่ชาวมักกะฮฺทุกคน ทั้งๆที่ท่านสามารถจะแก้แค้นพวกเขาทุกคนได้แต่ท่านก็ไม่ทำ เนื่องจากบุคลิกอันสูงส่งและประเสริฐยิ่งของท่าน
(3)ความใจกว้างของอิสลามที่มีต่อคนชั่วและคนฝ่าฝืน
ท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การทำบาปเป็นลักษณะธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮุ ได้รายงานว่าท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ถ้าท่านมิได้ทำบาป อัลลอฮฺก็จะนำออกไป และก็นำคนอื่นเข้ามาซึ่งเขาทำบาป แล้วเขาก็ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ พระองค์ก็อภัยโทษแก่เขา” บันทึกโดย มุสลิม และ อะหฺมัด
สุนนะฮฺยังมีการแบ่งระดับบาปในระดับที่แตกต่างกัน คนทำบาปจะถูกกระทำตามระดับบาปของแต่ละคน ถ้าหากคนทำบาปทุกคนถูกปฏิบัติเยี่ยงในฐานะคนกาฟิรฺ ขับไล่ไสส่งเขา ประณามเขาอย่างหยาบคาย เฆี่ยนตีหรือขว้างปาเขา นั่นจะเป็นเหตุให้ผู้คนหลบหนีไปจากอิสลามหนีไปจากท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม และหนีไปจากผู้เรียกร้องเชิญชวนสู่อิสลาม อย่างไรก็ ตามความเมตตาของอัลลอฮฺนั้นมากมายมหาศาล พระองค์ทรงเปิดโอกาสแก่ทุกคน
“มันเป็นความเมตตาของอัลลอฮฺ ที่เจ้ากระทำต่อพวกเขาอย่างสุภาพอ่อนโยน ถ้าหากเจ้ากระทำหยาบช้า และมีจิตใจที่แข็งกระด้างต่อพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะแยกตัวหนีอย่างกระจัดกระจายไปจากรอบตัวเจ้า...” สูเราะฮฺ อาลิ อิมรอน :159
คนทำบาปจะต้องไม่ถูกประณามอย่างหยาบช้า หรือถูกตราหน้าว่าเป็นกาฟิรฺ ตรงกันข้าม เขาควรจะถูกเชิญชวนให้สำนึกผิด กลับตัวกลับใจ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเองและขจัดความผิดที่จมปลักอยู่ให้หมดสิ้นไปจากตัวเขา
เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพยานยืนยันว่าความใจกว้าง ความมีจิตใจสูงส่งและความเรียบง่ายเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งของอิสลาม ผู้คนมิได้หลั่งไหลเข้ามาสู่อิสลามเป็นจำนวนมากมายด้วยสาเหตุใด นอกจากด้วยความใจกว้างอย่างยิ่งของอิสลาม มิได้ถูกบีบบังคับเข้ามาด้วยคมหอกคมดาบ ตัวท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม เองเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติตามหลักการโอบอ้อมอารีและใจกว้างนี้ และด้วยความอดกลั้น อดทน และท่านก็ยังกำชับสั่งบรรดาศ่อหาบะฮฺของท่าน บรรดาผู้ที่ดำเนินรอยตามบรรดาศ่อหาบะฮฺของท่าน ตลอดจนประชาชาติของท่านให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักการนี้เหมือนท่านด้วยเช่นกัน
-บางตอนจาก “การสุดโต่งในศาสนา ในชีวิตของบรรดามุสลิมร่วมสมัย” หน้า 46-56
มหาวิทยาลัยอิสลาม มุหัมมัด อิบนิ สะอูด
หนังสือใหม่ ศูนย์ภาษาธรรม
ค้นหากุรอาน และรวมลิงค์เพื่อนบ้าน
| อาทิตย์ | จันทร์ | อังคาร | พุธ | พฤ | ศุกร์ | เสาร์ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 |
|
ค้นหาอัลกุรอานในรูปแบบความหมายภาษาไทย (และอีก 30 ภาษาทั่วโลก) โดย globalquran.com
|
|
|
ร้านมุอฺมินดีไซน์ คัดลอกข้อความด้านล่างไปไว้ที่หน้าเว็บของท่าน หากต้องการแลกลิงค์















ความคิดเห็นล่าสุด
42 weeks 3 days ก่อน
47 weeks 1 วัน ก่อน
47 weeks 4 days ก่อน
1 ปี 10 weeks ก่อน
1 ปี 12 weeks ก่อน
1 ปี 28 weeks ก่อน
1 ปี 29 weeks ก่อน
1 ปี 35 weeks ก่อน
1 ปี 39 weeks ก่อน
1 ปี 41 weeks ก่อน