ผู้หญิง ในอุดมคติ ฉบับที่ 69 : มุสลิมะฮฺกับพระผู้อภิบาลของนาง (4)

       มุสลิมะฮฺต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ : มุสลิมะฮฺที่แท้จริงต้องไม่ลืมว่า นางมีหน้าที่ต้องประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งที่อัลลอฮฺกำหนดแก่พวกนาง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากที่พระองค์กำหนดแก่พวกผู้ชาย (โปรดดูอัล-กุรอาน สูเราะฮฺ อัล-อะหฺซาบ อายะฮฺที่ 35, สูเราะฮฺ อัน-นะหฺลฺ อายะฮฺที่ 97, สูเราะฮฺ อาลิ อิมรอน อายะฮฺที่ 195)

       ข้อความของอัล-กุรอานที่ว่า “ยา อัยยุฮันนาส” – “โอ้บรรดามนุษยชาติเอ๋ย” หรือในหะดีษ จะมีความหมายรวมทั้งชายและหญิง เช่นตัวอย่างในหะดีษจากอิมามมุสลิมร่อหิมะฮุ้ลลอฮฺ ที่บันทึกไว้ว่า ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮา ภริยาคนหนึ่งของท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ฉันเคยได้ยินผู้คนพูดกันถึง อัล-เหาดฺ(ที่เก็บน้ำ) ฉันไม่เคยได้ยินท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม พูดถึงมันมาก่อนเลย มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังหวีผมให้ฉันอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “โอ้ บรรดามนุษยชาติทั้งหลายเอ๋ย” ฉันจึงบอกแก่เด็กผู้หญิงคนนั้นว่า “แม่หนู หยุดก่อน ปล่อยให้ฉันอยู่ตามลำพังก่อน” นางได้กล่าวว่า “นั่นเป็นเสียงเรียกเฉพาะผู้ชายเท่านั้นค่ะ ท่านไม่ได้เรียกผู้หญิงสักหน่อยนะคะ” ฉันจึงกล่าวแก่นางว่า “ฉันก็เป็นหนึ่งในมนุษยชาตินั้นด้วยนะจ๊ะ” ท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ฉันเป็นคนหนึ่งที่จะไปอยู่ ณ แอ่งน้ำ(ในวันอาคิเราะฮฺ)ต่อหน้าพวกท่าน ดังนั้น จงระวังให้ดี เพื่อไม่ให้ผู้ใดในหมู่พวกท่านมายังฉันแล้วก็ถูกขับไล่ออกไปเหมือนอูฐที่หลงทาง ฉันจะถามเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และฉันก็จะได้รับคำตอบว่า “ท่านไม่รู้หรอกว่าคนพวกนี้ได้ทำสิ่งใหม่ๆขึ้นจากคำสอนของท่าน หลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ทั้งๆที่สิ่งเหล่านั้นไม่มีในคำสอนของท่านเลย” แล้วฉันก็จะกล่าวว่า “เอาพวกเขาไปให้พ้นๆจากฉันเลย!” ในรายงานอื่นของท่านอิมามมุสลิม ท่านกล่าวว่า “....แล้วฉันก็จะกล่าวว่า “เอาไปให้พ้นเลย เอาคนที่เปลี่ยนแปลงอิสลามหลังจากที่ฉันเสียชีวิตไปแล้ว ออกไปให้พ้นจากฉันเลย!” ” (จาก “ศ่อหี๊ยฺหฺ มุสลิม,15/56,54,กิตาบ อัล-ฟะฎออิ้ล, บาบ เหาดฺ นะบียินา ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ว่ะ สิฟะตุฮู)

       ทั้งชายและหญิงล้วนเท่าเทียมกัน ณ อัลลอฮฺ ทั้งคู่ต้องเอาใจใส่ต่อคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของพระองค์ ดังนั้นมุสลิมะฮฺจะต้องกระทำในสิ่งที่อัลลอฮฺสั่งใช้ และหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากสิ่งที่อัลลอฮฺห้าม โดยเชื่อมั่นว่านางจะต้องถูกถามถึงสิ่งที่นางได้ทำลงไปในชีวิตของโลกนี้ ถ้าสิ่งที่นางทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีมันก็จะเป็นการดีสำหรับนาง แต่ถ้ามันไม่ดีมันก็จะไม่เป็นผลดีแก่นาง นางจะต้องไม่ละเมิดฝ่าฝืนขอบเขตที่อัลลอฮฺวางไว้ จะต้องไม่ทำสิ่งที่หะรอม นางจะต้องดำรงรักษากฎเกณฑ์ของอัลลอฮฺและร่อสูลของพระองค์ และยอมรับมันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของนาง

       ในประวัติศาสตร์อิสลาม มีเรื่องราวเกี่ยวกับมุสลิมะฮฺผู้ยิ่งใหญ่มากมาย ที่นางยึดมั่นและรักษากฎเกณฑ์ของอัลลอฮฺยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองในทุกๆเรื่องโดยไม่หวั่นไหวสั่นคลอน ดังเช่นเรื่องราวของเคาละฮฺ บินติ ษะอฺละบะฮฺ กับ สามีของนางชื่อ เอาสฺ อิบนิ อัศ-ศอมิต ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮุมา ซึ่งตามที่ตัฟสีรฺของท่านอิบนิ กะษีรฺ ในต้นสูเราะฮฺ อัล-มุญาดะละฮฺ ได้อ้างรายงานจากท่านอิมามอะหฺมัด และ อบู ดาวูด ว่า นางเคาละฮฺ ได้กล่าวว่า

       “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เกี่ยวกับเรื่องของฉันกับเอาสฺ อิบนิ อัศ-ศอมิตนั้น อัลลอฮฺได้ประทานลงมาในช่วงต้นของสูเราะฮฺ อัล-มุญาดะละฮฺ ซึ่งเขาเป็นสามีของฉัน เขามีอายุมากแล้วและมีอารมณ์ที่ค่อนข้างฉุนเฉียวง่าย วันหนึ่งเขามีความเห็นไม่ตรงกับฉันเรื่องหนึ่ง และเขาก็โกรธฉัน แล้วพูดว่า “ ที่เธอทำต่อฉัน เธอเหมือนกับหลังของแม่ฉัน” แล้วเขาก็ออกไปนั่งร่วมวงสนทนากับผู้อื่น แล้วเขาก็กลับเข้ามาอีกหวังจะขอร่วมหลับนอนกับฉัน ฉันได้กล่าวว่า “อย่าได้หวังเลย ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของเคาละฮฺอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ท่านไม่มีสิทธิ์ในตัวฉันอีกแล้วหลังจากที่กล่าวในสิ่งที่ท่านได้กล่าวไปแล้ว จนกว่าอัลลอฮฺและร่อสูลของพระองค์จะตัดสินพิพากษาเรื่องราวระหว่างเราทั้งสอง” เขาต้องการจะได้ตัวฉัน แต่ฉันไม่ยอมและผลักเขาออกไปห่างๆฉัน เขาอายุมากแล้ว(ต้านแรงฉันไม่ไหว) ต่อมาฉันจึงออกไปยังบ้านของเพี่อนบ้านใกลๆกัน ขอยืมชุดคลุมจากนางแล้วฉันก็ไปหาท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ฉันได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นและได้บ่นถึงกิริยามารยาทที่ไม่ดีของเขาที่กระทำต่อฉันให้ท่านฟัง ท่านได้กล่าวว่า

       “โอ้ คุวัยละฮฺเอ๋ย ญาติของเธอนั้นอายุมากแล้ว ดังนั้น จงตักฺวาต่ออัลลอฮฺ ในเรื่องของเขา”

       ขอสาบาน ฉันไม่ได้ทอดทิ้งเขาเลยจนกระทั่งอัล-กุรอานได้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับเรื่องของฉัน ท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม รู้สึกผิดปกติ ซึ่งท่านเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่วะหฺยูถูกประทานลงมา และ เมื่อท่านได้รับวะหฺยูเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านได้กล่าวว่า “โอ้ คุวัยละฮฺเอ๋ย อัลลอฮฺได้ประทานอายะฮฺอัล-กุรอานลงมาแล้ว เกี่ยวกับเรื่องของเธอกับสามีเธอ” แล้วท่านก็อ่าน อายะฮฺที่ 1-4 ของสูเราะฮฺ อัล-มุญาดะละฮฺให้ฉันฟัง(ขอให้ท่านผู้อ่านดูเนื้อหาและความหมายเองในอัล-กุรอาน - ผู้แปล)

       ท่านได้บอกแก่ฉันว่า “ให้เขาปล่อยทาสให้เป็นอิสระหนึ่งคน” ฉันกล่าวว่า “เขาไม่มีความสามารถทำเช่นนั้นได้หรอกค่ะท่าน” ท่านได้กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น ให้เขาถือศีลอดติดต่อกันสองเดือนอย่าให้ขาดแม้แต่วันเดียว” ฉันกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เขาอายุมากแล้ว เขาถือศีลอดเช่นนั้นไม่ไหวหรอกค่ะท่าน” ท่านกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น ให้เขาเลี้ยงอาหารคนยากจนหกสิบคนด้วยวัสกฺของอินทผลัม” ฉันกล่าวว่า “โอ้ ท่านร่อสูลของอัลลอฮฺ เขาไม่มีมากมายถึงขนาดนั้น” ท่านกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น เราจะช่วยเขาด้วยอินทผลัมหนึ่งฟะร็อกฺ” ฉันกล่าวว่า “ฉันจะขอช่วยเหลือเขาด้วยอินทผลัมในปริมาณฟะร็อกที่เหลือ” ท่านได้กล่าวแก่ฉันว่า “เธอทำถูกต้องและทำได้ดีแล้ว จงกลับไปเถอะและจ่ายศ่อดะเก็าะฮฺที่ว่านั้นในนามของเขา จงดูแลญาติของเธอให้ดี” และฉันก็ทำตามที่ท่านบอกทุกประการ”

       (วัสกฺ ในหนังสือ บุคลิกภาพมุสลิมะฮฺ ตามกิตาบุ้ลลอฮฺและสุนนะฮฺ บอกว่า คือจำนวนของอินทผลัมที่เก็บเกี่ยวได้ในหนึ่งฤดูกาล ส่วนในอิบนิ กะษีรฺ บอกว่า 1 วัสกฺ หมายถึงหน่วยวัด ที่อูฐหนึ่งตัวบรรทุกของได้ หรือประมาณ 60 ศออฺ หรือประมาณ 165 ลิตร

       ฟะร็อกฺ ในหนังสือ บุคลิกภาพมุสลิมะฮฺ ตามกิตาบุ้ลลอฮฺและสุนนะฮฺ บอกว่า หน่วยชั่ง 1 ฟะร็อกฺ ประมาณเท่ากับ 60 กิโลกรัม ส่วนในอิบนิ กะษีรฺ ใช้คำว่า อฺะร็อกฺ และบอกว่า 1 อฺะร็อกฺ เท่ากับประมาณ 15 ศออฺ - ผู้แปล)

       วันหนึ่งเคาละฮฺ บินติ ษะอฺละบะฮฺ ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮา ได้พบกับท่านอุมัรฺ อิบนิ อัล-ค็อฏฏอบ ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮุ นอกมัสญิด ขณะนั้นมีอัล-ญะรูด อัล-อับดียฺ อยู่ด้วย ท่านอุมัรฺ ขณะนั้นเป็นค่อลีฟะฮฺ ท่านได้ทักทายนาง และนางก็กล่าวแก่ท่านอุมัรฺว่า “โอ้ ท่านอุมัรฺ ฉันยังจำได้ว่าท่านถูกเรียกว่าอุมัยรฺในตลาดที่อุกาซ ให้ท่านดูแลรักษาฝูงแกะของท่านให้ดีด้วยไม้เท้าของท่าน เพราฉะนั้นจงเกรงกลัวอัลลอฮฺในบทบาทของท่านที่เป็นค่อลีฟะฮฺในการดูแลประชาชนของท่าน และได้โปรดทราบไว้เถิดว่าผู้ที่เกรงกลัวการลงโทษในวันกิยามะฮฺ จะตระหนักดีว่ามันไม่ห่างไกลเลย และผู้ที่เกรงกลัวความตายก็จะกลัวพลาดโอกาสในชีวิตของโลกนี้” อัล-ญะรูดกล่าวว่า “นางนี่ บังอาจพูดจาสามหาวต่อท่านอะมีรุ้ลมุมินีน” ท่นอุมัรฺได้กล่าวว่า “ปล่อยให้นางพูดไปเถอะ เจ้าไม่รู้หรือว่าหญิงผู้นี้คือเคาละฮฺ หญิงที่คำพูดของนาง อัลลอฮฺยังรับฟังจากเหนือชั้นฟ้าชั้นที่เจ็ด? ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ อุมัรฺสมควรต้องรับฟังนาง”

       มุสลิมะฮฺที่แท้จริงจะต้องระลึกถึงดำรัสของอัลลอฮฺอยู่เสมอ

       “ไม่บังควรสำหรับผู้ศรัทธาไม่ว่าชายหรือหญิง ที่เมื่ออัลลอฮฺและร่อสูลของพระองค์ได้กำหนดเรื่องราวใด แล้วเขาเลือกที่จะทำในเรื่องเหล่านั้น ถ้าหากผู้ใดไม่เชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺและร่อสูลของพระองค์ แน่นอน เขาหลงผิดอย่างชัดแจ้ง” สูเราะฮฺ อัล-อะหฺซาบ : 36

       ท่านหญิงซัยนับ บินติ ญะหฺชฺ ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮา ตัวอย่างที่ดีที่สุดตัวอย่างหนึ่งที่มุสลิมะฮฺเชื่อฟังปฏิบัติตามคำบัญชาของอัลลอฮฺและร่อสูลของพระองค์ เมื่อท่านขอให้นางยอมแต่งงานกับทาสที่ถูกปล่อยให้เป็นไทแล้วและเป็นลูกบุญธรรมของท่าน ชื่อ ซัยดฺ อิบนิ หาริษะฮฺ นางไม่ค่อยชอบความคิดเช่นนี้ นางบอกท่านว่า “โอ้ ร่อสูลของอัลลอฮฺ ฉันจะไม่แต่งงานกับเขา เนื่องจากฉันเป็นหญิงสูงศักดิ์ของเผ่าอับดุ ชัมสฺ” ท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ตอบอย่างสงบและหนักแน่นว่า “เธอจำเป็นต้องงานกับเขา” ในขณะที่กำลังพูดกันอยู่นั้นอัลลอฮฺก็ได้ประทานอายะฮฺที่ 36 ของสูเราะฮฺ อัล-อะหฺซาบ ข้างต้นลงมา ท่านหญิงซัยนับ บินติ ญะหฺชฺ ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮา จึงยอมรับบัญชาของอัลลอฮฺและร่อสูลของพระองค์ นางได้กล่าวว่า “ฉันจะไม่ดื้อดึงต่ออัลลอฮฺและร่อสูลของพระองค์ ฉันยอมแต่งงานกับเขา”

       การแต่งงานนี้ถือเป็นการบรรลุผลตามเป้าหมายในการวางกฎหมายสองประการ

       1.บรรลุถึงความเท่าเทียมกันของมนุษยชาติ คือ หญิงงามแห่งกุร็อยชฺ เป็นหญิงที่ดีงามแห่งลูกหลานของอับดุ ชัมสฺ และเป็นญาติของท่านร่อสูล นางได้แต่งงานกับทาสที่เป็นไทแล้ว ทาสที่เป็นไทผู้นี้ถือว่าเป็นชนชั้นที่ต่ำกว่าหญิงผู้สูงศักดิ์ แท้จริงความแตกต่างระหว่างชนชั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่สามารถขจัดให้สิ้นไปได้ แต่ท่านได้ทำลายระบบชนชั้นนี้ไปจนหมดสิ้น และได้สอนว่าไม่มีใครจะเหนือกว่าใครได้นอกจากด้วยระดับของตักฺวา

       2.ทำลายประเพณีเกี่ยวกับลูกบุญธรรมที่แพร่หลายอยู่ในสมัยญาฮิลียะฮฺ คือห้ามแต่งงานกับภริยาของลูกบุญธรรมเพราะถือว่าเป็นเสมือนลูกแท้ๆ เมื่อท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ได้แต่งงานกับท่านหญิงซัยนับ บินติ ญะหฺชฺ ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮา หลังจากที่หย่าจากซัยดฺแล้ว คือถ้าซัยดฺเป็นลูกจริงๆของท่าน อัลลอฮฺก็จะไม่สั่งท่านในอัล-กุรอานให้แต่งงานกับท่านหญิงซัยนับ ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮา

       หลังจากท่านหญิงซัยนับ บินติ ญะหฺชฺ ร่อฎิยั้ลลอฮุ อันฮา แต่งงานกับท่านซัยดฺได้ไม่นาน ทั้งสองไม่สามารถครองชีวิตคู่อยู่ด้วยกันได้ต้องหย่าขาดจากกัน หลังจากที่นางหมดอิดดะฮฺ อายะฮฺที่ 37 ของสูเราะฮฺ อัล-อะหฺซาบ ก็ถูกประทานลงมาเพื่อให้ท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม แต่งงานกับนาง นางภาคภูมิใจมากที่อัลลอฮฺประทานโปรดปรานแก่นาง ได้เป็นหนึ่งในบรรดาภริยาของท่านร่อสูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลั้ลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม

จากบทที่ 1 “มุสลิมะฮฺกับพระผู้อภิบาลของนาง”
ในหนังสือ บุคลิกภาพมุสลิมะฮฺ ตามกิตาบุ้ลลอฮฺและสุนนะฮฺ
เขียนโดย ดร.มุหัมมัด อฺะลียฺ อัล-หาชีมียฺ
ถอดความโดย ซัยนับ

ค้นหากุรอาน และรวมลิงค์เพื่อนบ้าน

« กุมภาพันธ์ 2012
อาทิตย์จันทร์อังคารพุธพฤศุกร์เสาร์
1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829
ค้นหาอัลกุรอานในรูปแบบความหมายภาษาไทย (และอีก 30 ภาษาทั่วโลก) โดย globalquran.com

เว็บไซด์เพื่อการศึกษาอิสลาม ตลอดชีวิต บ้านมุสลิมะฮฺ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ หนังสือพิมพ์ประชาชาติอิสลามออนไลน์ ฟัตวาออนไลน์ มูลนิธิอนุรักษณ์มรดกอิสลาม กลุ่มสตรีแห่งทางนำ  ร้านมุอฺมินดีไซน์ หรือว่าพวกเจ้าคิดว่า พวกเจ้าจะได้เข้าสวนสวรรค์ ทั้งๆ ที่อัลลอฮฺยังมิได้ทรงรู้ บรรดาผู้ที่ต่อสู้ (ญิฮาด) ในหมู่พวกเจ้าพร้อมกันนั้น พระองค์ก็จะทรงรู้บรรดาผู้ที่อดทนด้วย อิสลามเริ่มต้นที่บ้าน บ้านแห่งการเรียนรู้...مرآة<br />
:: กระจกเงาสะท้อนเยาวชน ::[Togetherness magazine] ก้าวไป…ด้วยกันร้านบ้านมุสลิม จำหน่ายสินค้ามุสลิมเพื่อมุสลิม Basic to muslimah ยินดีต้อนรับแด่ผู้แสวงหาสัจธรรม
คัดลอกข้อความด้านล่างไปไว้ที่หน้าเว็บของท่าน หากต้องการแลกลิงค์

free counters